ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

การปรับข้อมูลค่าจ้างให้เป็นปัจจุบัน ทำอย่างไรให้ใช้ได้จริง

การปรับข้อมูลค่าจ้างให้เป็นปัจจุบัน หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า การทำให้ข้อมูลทันสมัย (aging) คือการนำตัวเลขจากผลสำรวจค่าจ้างที่เก็บไว้ ณ วันหนึ่ง มาคูณด้วยอัตราการเติบโตของค่าจ้างในตลาดตามจำนวนเดือนที่ห่างจากวันที่จะนำไปใช้จริง เพื่อให้ตัวเลขอ้างอิงสะท้อนระดับตลาดในวันที่ใช้งาน ไม่ใช่วันที่เก็บข้อมูล

ฟังดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่เป็นขั้นตอนที่หลายองค์กรมองข้าม และส่งผลต่อความแม่นยำของทั้งโครงสร้างค่าจ้างที่ออกแบบขึ้นมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องปรับ ปรับอย่างไร และมีอะไรที่ต้องระวัง

ทำไมข้อมูลค่าจ้างจากผลสำรวจถึงต้องปรับให้เป็นปัจจุบัน

ผลสำรวจค่าจ้างทุกฉบับมีวันที่อ้างอิง (effective date) ซึ่งคือวันที่ตัวเลขในรายงานสะท้อนสภาพตลาด แต่กว่ารายงานจะรวบรวม ประมวลผล และเผยแพร่ออกมา มักผ่านไปแล้วหลายเดือน และกว่าองค์กรจะหยิบมาใช้จริงก็อาจห่างจากวันเก็บข้อมูลไปเกือบหนึ่งปี

ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจที่อ้างอิงสภาพตลาด ณ เดือนมกราคม แต่องค์กรนำมาใช้ออกแบบโครงสร้างค่าจ้างในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ตัวเลขในมือจึงเป็นภาพตลาดเมื่อเก้าเดือนก่อน ระหว่างนั้นตลาดแรงงานก็ขยับขึ้นไปแล้ว

ถ้าไม่ปรับ องค์กรจะออกแบบกระบอกเงินเดือนจากฐานที่ต่ำกว่าตลาดปัจจุบัน ผลที่อาจตามมาคือค่าจ้างแรกเข้าที่ตั้งไว้ไม่ทันตลาด และเสี่ยงต่อการดึงดูดคนได้ยากขึ้นโดยที่ตัวเลขบนกระดาษดูเหมือนถูกต้องแล้ว

การปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันไม่ใช่การขึ้นเงินเดือน

จุดที่สับสนกันบ่อยคือการแยกระหว่างสองเรื่องนี้ การปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันคือการปรับ “ตัวเลขอ้างอิงของตลาด” ให้ทันสมัยก่อนนำมาเปรียบเทียบ ส่วนการขึ้นเงินเดือนคือการเปลี่ยน “ค่าจ้างจริง” ของพนักงานแต่ละคน

การปรับข้อมูลให้ทันสมัยเกิดขึ้นในขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูลตลาด ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องค่าจ้างของพนักงานด้วยซ้ำ มันคือการทำให้ “ไม้บรรทัด” ที่เราใช้วัดถูกต้องตามเวลา ไม่ใช่การปรับสิ่งที่ถูกวัด

ปรับข้อมูลค่าจ้างให้เป็นปัจจุบันคำนวณอย่างไร

หัวใจของการคำนวณคือการแปลงอัตราการเติบโตของค่าจ้างต่อปี ให้เป็นตัวคูณตามจำนวนเดือนที่ห่างกัน แล้วนำไปคูณกับตัวเลขในผลสำรวจ

สูตรพื้นฐานที่ใช้กันคือ

ค่าจ้างที่ปรับแล้ว = ค่าจ้างจากผลสำรวจ × (1 + อัตราต่อปี × จำนวนเดือน ÷ 12)

ลองนึกภาพตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่าผลสำรวจระบุค่ามัธยฐานของตำแหน่งหนึ่งไว้ที่ 30,000 บาท อ้างอิง ณ เดือนมกราคม องค์กรจะนำมาใช้ในเดือนตุลาคม คือห่างกัน 9 เดือน และเลือกใช้อัตราการเติบโตของตลาดที่ 5% ต่อปี (ตัวอย่างสมมติ)

ตัวคูณจะเท่ากับ 1 + (0.05 × 9 ÷ 12) = 1.0375 ดังนั้นค่าจ้างที่ปรับแล้วคือ 30,000 × 1.0375 = 31,125 บาท

ตัวเลข 31,125 บาทนี้คือสิ่งที่ควรนำไปใช้เปรียบเทียบกับค่าจ้างขององค์กร แทนที่จะใช้ 30,000 บาทตรง ๆ ซึ่งล้าสมัยไปแล้ว 9 เดือน

เลือกอัตราการปรับจากที่ไหน

อัตราที่ใช้ปรับไม่มีตัวเลขตายตัว และนี่คือจุดที่ต้องใช้วิจารณญาณ แหล่งอ้างอิงที่องค์กรนิยมใช้มีดังนี้

  1. อัตราการขึ้นค่าจ้างเฉลี่ยของตลาด — รายงานสำรวจหลายฉบับระบุค่าคาดการณ์การขึ้นค่าจ้างของปีถัดไปไว้ ใช้เป็นฐานได้โดยตรง
  2. ดัชนีราคาผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อ — ใช้เมื่ออยากผูกกับอำนาจซื้อ แต่ควรระวังว่าค่าจ้างกับเงินเฟ้อไม่ได้ขยับเท่ากันเสมอ
  3. แผนงบประมาณการขึ้นค่าจ้างภายในองค์กร — บางองค์กรเลือกใช้ตัวเลขที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองวางแผนจ่ายจริง

หลักสำคัญคือเลือกตัวเลขที่อธิบายที่มาได้และบันทึกไว้ เพราะหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โครงสร้างค่าจ้างถูกตั้งคำถามภายหลัง คือการที่ไม่มีใครตอบได้ว่าตัวเลขอ้างอิงมาจากสมมติฐานอะไร

ข้อควรระวังเมื่อปรับข้อมูลค่าจ้างให้เป็นปัจจุบัน

แม้สูตรจะตรงไปตรงมา แต่มีจุดที่พลาดได้ง่ายอยู่หลายจุด

ใช้อัตราสูงเกินไป — การเลือกอัตราที่สูงเพื่อ “เผื่อไว้ก่อน” ทำให้ตัวเลขอ้างอิงพองเกินจริง และอาจทำให้องค์กรตั้งกระบอกเงินเดือนสูงกว่าที่จำเป็น ส่งผลต่อต้นทุนค่าจ้างในระยะยาว

ปรับเฉพาะบางตำแหน่ง — ถ้าปรับค่าจ้างของบางระดับงานแต่ลืมปรับระดับอื่นด้วยตัวคูณเดียวกัน ภาพรวมของตลาดจะบิดเบี้ยว ทำให้การเปรียบเทียบระหว่างระดับงานผิดเพี้ยน

ลืมบันทึกวันที่และสมมติฐาน — เมื่อถึงรอบทบทวนปีถัดไป ถ้าไม่มีบันทึกว่ารอบก่อนปรับด้วยอัตราเท่าไรและอ้างอิงวันใด จะตรวจสอบย้อนกลับและต่อยอดได้ยาก

ปรับซ้ำซ้อนกับข้อมูลที่ปรับมาแล้ว — ผลสำรวจบางฉบับปรับตัวเลขให้เป็นปัจจุบันมาให้ระดับหนึ่งแล้ว การอ่านรายละเอียดวิธีการของรายงานก่อนจึงสำคัญ เพื่อไม่ให้ปรับซ้ำสองรอบ

การปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการที่ใหญ่กว่า นั่นคือการแปลงข้อมูลตลาดให้กลายเป็นโครงสร้างค่าจ้างที่ใช้ได้จริง หากต้องการเข้าใจภาพรวมของกระบวนการนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร

สรุป

การปรับข้อมูลค่าจ้างให้เป็นปัจจุบันคือการทำให้ไม้บรรทัดที่เราใช้วัดตลาดตรงกับเวลาจริง ก่อนนำไปออกแบบโครงสร้างค่าจ้าง ขั้นตอนหลักคือดูวันที่ของข้อมูลและวันที่จะใช้ เลือกอัตราที่อธิบายที่มาได้ คำนวณตัวคูณตามจำนวนเดือน แล้วปรับทุกจุดอ้างอิงด้วยตัวคูณเดียวกัน พร้อมบันทึกสมมติฐานไว้ทุกครั้ง

ทำเองได้ไม่ยากถ้ามีข้อมูลและเข้าใจหลักการ แต่จุดที่ต้องตัดสินใจ เช่น จะเลือกอัตราเท่าไร หรือจะเชื่อมข้อมูลที่ปรับแล้วเข้ากับกระบอกเงินเดือนอย่างไร มักเป็นจุดที่การมีคนช่วยมองในฐานะตัวกลางที่เป็นกลางจะทำให้ HR ตัดสินใจได้มั่นใจขึ้น หากองค์กรของคุณกำลังจะนำข้อมูลตลาดมาออกแบบหรือทบทวนโครงสร้างค่าจ้าง การออกแบบโครงสร้างเงินเดือนจะช่วยวางกรอบให้ทั้งกระบวนการเชื่อมกันได้

แล้วข้อมูลค่าจ้างที่องค์กรของคุณใช้อยู่ตอนนี้ อ้างอิงตลาด ณ วันที่เท่าไร และปรับให้เป็นปัจจุบันแล้วหรือยัง

คำถามที่พบบ่อย

การปรับข้อมูลค่าจ้างให้เป็นปัจจุบันคืออะไร

คือการปรับตัวเลขจากผลสำรวจค่าจ้างที่เก็บไว้ ณ วันหนึ่ง ให้สะท้อนระดับค่าจ้างในวันที่จะนำไปใช้จริง โดยคูณด้วยอัตราการเติบโตของค่าจ้างในตลาดตามจำนวนเดือนที่ห่างกัน

ทำไมต้องปรับข้อมูลค่าจ้างให้เป็นปัจจุบัน

เพราะผลสำรวจสะท้อนตลาด ณ วันที่เก็บข้อมูล ซึ่งมักห่างจากวันที่นำมาใช้หลายเดือนถึงหนึ่งปี ถ้าไม่ปรับ องค์กรจะออกแบบโครงสร้างค่าจ้างจากข้อมูลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

ควรใช้อัตราเท่าไรในการปรับข้อมูลค่าจ้างให้เป็นปัจจุบัน

ไม่มีอัตราตายตัว องค์กรมักอ้างอิงอัตราการขึ้นค่าจ้างเฉลี่ยของตลาดจากรายงานสำรวจ ดัชนีราคา หรือแผนงบประมาณภายใน แล้วเลือกตัวเลขที่อธิบายที่มาได้

การปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันต่างจากการขึ้นเงินเดือนพนักงานอย่างไร

ต่างกันโดยสิ้นเชิง การปรับข้อมูลเป็นการปรับตัวเลขอ้างอิงของตลาดให้ทันสมัยก่อนนำมาเปรียบเทียบ ส่วนการขึ้นเงินเดือนคือการเปลี่ยนค่าจ้างจริงของพนักงาน


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี