ต้นทุนการลาออกของพนักงาน: คำนวณและลดได้อย่างไร
ต้นทุนการลาออกของพนักงานแบ่งเป็นต้นทุนทางตรง เช่น ค่าสรรหาและอบรมคนใหม่ ค่าชดเชยตามกฎหมาย และต้นทุนทางอ้อม เช่น productivity ที่หายไประหว่างตำแหน่งว่าง ภาระงานที่ตกกับทีม และความรู้ที่ติดตัวพนักงานออกไป รวมแล้วมักสูงกว่าที่หลายองค์กรประเมินไว้มาก
บทความนี้จะอธิบายว่าต้นทุนการลาออกประกอบด้วยอะไรบ้าง วิธีคำนวณออกมาเป็นตัวเลขที่ผู้บริหารเข้าใจ และแนวทางลดต้นทุนนี้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะบทบาทของโครงสร้างเงินเดือนที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่องค์กรควบคุมได้
ต้นทุนการลาออกของพนักงานคืออะไร
ต้นทุนการลาออก (Cost of Turnover) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่องค์กรต้องแบกรับเมื่อพนักงานคนหนึ่งออกและต้องหาคนใหม่มาทดแทน ต้นทุนนี้ไม่ได้มีแค่ค่าใช้จ่ายในการสรรหาที่เห็นชัด แต่ยังรวมถึงผลกระทบที่มองไม่เห็นในงบการเงินโดยตรง
หลายองค์กรประเมินต้นทุนนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะมองเห็นเฉพาะค่าประกาศรับสมัครหรือค่าบริษัทจัดหางาน แต่ละเลยมูลค่าของเวลา ความรู้ และผลผลิตที่หายไป ทำให้การลาออกดูเป็นปัญหาเล็กกว่าที่เป็นจริง และไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจัง
การมองต้นทุนการลาออกให้ครบทุกมิติช่วยให้ผู้บริหารเห็นว่าการลงทุนในการรักษาพนักงาน เช่น การปรับโครงสร้างเงินเดือนหรือการพัฒนาคน มักคุ้มค่ากว่าการปล่อยให้คนลาออกแล้วหาใหม่อยู่เรื่อย ๆ
ต้นทุนการลาออกมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
ต้นทุนการลาออกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ที่ต้องคำนวณแยกกัน
ต้นทุนทางตรง (Direct Costs)
ต้นทุนทางตรงคือค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้และระบุเป็นตัวเลขในงบได้ชัดเจน ประกอบด้วย
- ค่าสรรหา ค่าประกาศรับสมัคร ค่าบริษัทจัดหางาน ค่าใช้จ่ายในการคัดกรองและตรวจสอบประวัติ
- เวลาของทีมสัมภาษณ์ เวลาของ HR และหัวหน้างานที่ใช้ในการคัดเลือก ซึ่งคิดเป็นต้นทุนค่าแรงได้
- ค่าอบรมและปฐมนิเทศ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาพนักงานใหม่ให้ทำงานได้ รวมถึงเวลาของพี่เลี้ยง
- ค่าใช้จ่ายในการออก ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน (กรณีเลิกจ้าง) และค่าใช้จ่ายในการปิดบัญชีพนักงาน
ต้นทุนทางอ้อม (Indirect Costs)
ต้นทุนทางอ้อมประเมินค่าได้ยากกว่า แต่บ่อยครั้งสูงกว่าต้นทุนทางตรง ประกอบด้วย
- Productivity ที่หายไประหว่างตำแหน่งว่าง งานที่ค้างหรือทำได้ช้าลงตลอดช่วงที่ยังหาคนทดแทนไม่ได้
- ช่วงเรียนรู้งานของพนักงานใหม่ พนักงานใหม่มักต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
- ภาระที่ตกกับเพื่อนร่วมทีม เพื่อนร่วมงานต้องแบกงานเพิ่ม ซึ่งอาจกระทบคุณภาพงานและเพิ่มความเสี่ยงที่คนอื่นจะลาออกตาม
- ความรู้และความสัมพันธ์ที่หายไป ความรู้ที่ติดตัวพนักงานและความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือคู่ค้าที่อาจหายไปพร้อมกัน
ต้นทุนการลาออกคำนวณอย่างไร
การคำนวณต้นทุนการลาออกให้ออกมาเป็นตัวเลขช่วยให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญของปัญหา แนวทางคำนวณพื้นฐานมีดังนี้
ขั้นแรก รวมต้นทุนทางตรงทั้งหมดต่อการลาออกหนึ่งครั้งของแต่ละระดับตำแหน่ง จากนั้นประมาณการต้นทุนทางอ้อม โดยสูตรคร่าว ๆ ที่ใช้กันคือ
ต้นทุนทางอ้อมโดยประมาณ = (จำนวนวันที่ตำแหน่งว่าง + จำนวนวันช่วงเรียนรู้งาน) x มูลค่าผลงานต่อวันของตำแหน่งนั้น
ตัวอย่างสมมติ (ตัวเลขสมมติเพื่อแสดงวิธีคิดเท่านั้น) สมมติว่าตำแหน่งหนึ่งมีต้นทุนทางตรงรวม 40,000 บาท ตำแหน่งว่าง 30 วัน บวกช่วงเรียนรู้งานที่ยังทำงานไม่เต็มที่อีกราว 40 วัน และมูลค่าผลงานต่อวันของตำแหน่งนั้นประมาณ 1,500 บาท ต้นทุนทางอ้อมโดยประมาณจะเท่ากับ (30 + 40) x 1,500 = 105,000 บาท เมื่อรวมกับต้นทุนทางตรงจะได้ต้นทุนต่อการลาออกหนึ่งครั้งราว 145,000 บาท
เมื่อได้ต้นทุนต่อการลาออกหนึ่งครั้งแล้ว ให้คูณด้วยจำนวนคนที่ลาออกในรอบปีเพื่อให้ได้ต้นทุนการลาออกรวมขององค์กร ตัวเลขนี้มักทำให้ผู้บริหารตระหนักว่าการลาออกเป็นต้นทุนที่ควบคุมได้ ไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อแสดงวิธีคิด องค์กรควรใช้ข้อมูลจริงของตนเองในการคำนวณ เพราะโครงสร้างต้นทุนของแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน
ปัจจัยใดทำให้พนักงานลาออก
การลาออกมักไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่สะสมจนพนักงานตัดสินใจไป ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่แข่งขัน เมื่อพนักงานรู้สึกว่าได้รับน้อยกว่าค่างานหรือต่ำกว่าตลาด หรือเห็นความเหลื่อมล้ำภายในองค์กรที่อธิบายไม่ได้ ความรู้สึกไม่เป็นธรรมนี้เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญ
โอกาสเติบโตจำกัด การไม่เห็นเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน หรือไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ ทำให้พนักงานที่มีศักยภาพมองหาที่ที่เติบโตได้มากกว่า
ภาระงานและสมดุลชีวิต งานที่หนักเกินไปเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลาออก
ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน คุณภาพของการบริหารทีมและการสื่อสารของหัวหน้าโดยตรงเป็นปัจจัยที่งานวิจัยด้าน HR ให้ความสำคัญมาโดยตลอด
การเก็บข้อมูลจาก Exit Interview อย่างเป็นระบบช่วยให้องค์กรเข้าใจว่าปัจจัยใดเด่นในบริบทของตน แทนการเดาหรือเหมารวมว่าทุกคนลาออกเพราะเรื่องเงิน
โครงสร้างเงินเดือนช่วยลดต้นทุนการลาออกอย่างไร
แม้การลาออกจะมาจากหลายปัจจัย แต่ค่าตอบแทนเป็นหนึ่งในไม่กี่ปัจจัยที่องค์กรควบคุมและออกแบบได้อย่างเป็นระบบ โครงสร้างเงินเดือนที่ดีช่วยลดต้นทุนการลาออกได้หลายทาง
สร้างความเป็นธรรมภายใน เมื่อค่าตอบแทนอิงกับค่างานที่ประเมินอย่างเป็นระบบ พนักงานที่ทำงานเทียบเท่ากันก็ได้รับใกล้เคียงกัน ลดความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่เป็นต้นเหตุของการลาออก หากต้องการเข้าใจพื้นฐานเรื่องนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร
รักษาความสามารถในการแข่งขันกับตลาด โครงสร้างเงินเดือนที่อ้างอิงข้อมูลตลาดช่วยให้องค์กรจ่ายในระดับที่แข่งขันได้ ลดความเสี่ยงที่พนักงานจะถูกดึงตัวด้วยข้อเสนอที่สูงกว่า
ตอบโต้ข้อเสนอจากภายนอกอย่างมีหลักการ เมื่อมีกระบอกเงินเดือน (Pay Band) ที่ชัดเจน องค์กรสามารถพิจารณาปรับเงินภายในกรอบที่วางไว้ แทนการขึ้นเงินตามอารมณ์ซึ่งสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำในระยะยาว เครื่องมือที่ช่วยติดตามว่าพนักงานแต่ละคนอยู่ตรงไหนในกระบอกคือ Compa-Ratio ซึ่งอธิบายไว้ในบทความ Compa-Ratio คืออะไร
ใช้งบขึ้นเงินอย่างมีเป้าหมาย เมื่อรู้ว่าใครได้ค่าตอบแทนต่ำกว่าค่างานหรือต่ำกว่าตลาด องค์กรสามารถจัดสรรงบขึ้นเงินไปยังกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญก่อน แทนการขึ้นแบบเท่ากันทุกคนซึ่งไม่ตรงจุด
บริการ ออกแบบโครงสร้างเงินเดือนของ Triple I ช่วยให้องค์กรวางกระบอกเงินเดือนที่อิงค่างานและข้อมูลตลาด ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการลดอัตราการลาออกที่มาจากเรื่องค่าตอบแทน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดการต้นทุนการลาออก
มองเฉพาะต้นทุนทางตรง การประเมินต้นทุนการลาออกจากค่าสรรหาอย่างเดียวทำให้ผู้บริหารมองข้ามผลกระทบส่วนใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในต้นทุนทางอ้อม และตัดสินใจลงทุนรักษาคนน้อยกว่าที่ควร
เหมารวมว่าทุกคนลาออกเพราะเงิน การขึ้นเงินอย่างเดียวโดยไม่วิเคราะห์สาเหตุจริงอาจไม่ได้ผล หากปัญหาที่แท้จริงคือภาระงานหรือการบริหารทีม ควรใช้ Exit Interview เป็นข้อมูลประกอบ
ขึ้นเงินตอบโต้รายคนโดยไม่มีโครงสร้าง การขึ้นเงินเฉพาะคนที่ขู่จะลาออกสร้างความไม่เป็นธรรมต่อคนที่อยู่เงียบ ๆ และอาจกระตุ้นให้คนอื่นใช้วิธีเดียวกัน ปัญหานี้ลดได้ด้วยกระบอกเงินเดือนที่ชัดเจน ดังที่อธิบายในบทความ Pay Band คืออะไร
ไม่ติดตามผลของมาตรการ การลงมือแก้โดยไม่วัดอัตราการลาออกและต้นทุนรวมก่อนและหลัง ทำให้ไม่รู้ว่ามาตรการได้ผลหรือไม่ และไม่สามารถปรับแผนได้อย่างมีข้อมูล
สรุป
ต้นทุนการลาออกของพนักงานมีทั้งต้นทุนทางตรงที่เห็นชัด เช่น ค่าสรรหาและอบรม และต้นทุนทางอ้อมที่มักสูงกว่า เช่น productivity ที่หายไปและความรู้ที่ติดตัวพนักงานออก การคำนวณออกมาเป็นตัวเลขช่วยให้ผู้บริหารเห็นว่าการลงทุนรักษาคนคุ้มค่ากว่าการหาคนใหม่อยู่เรื่อย ๆ
การลาออกมาจากหลายปัจจัยรวมกัน แต่ค่าตอบแทนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่องค์กรควบคุมได้อย่างเป็นระบบที่สุด โครงสร้างเงินเดือนที่เป็นธรรมและแข่งขันได้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนนี้
ต้องการประเมินว่าโครงสร้างเงินเดือนปัจจุบันกำลังทำให้องค์กรเสียคนหรือไม่ นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษา Triple I เพื่อหารือแนวทางที่เหมาะกับองค์กรของคุณ
คำถามที่พบบ่อย
ต้นทุนการลาออกของพนักงานคืออะไร และมีอะไรบ้าง
ต้นทุนการลาออกของพนักงานคือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่องค์กรต้องแบกรับเมื่อพนักงานคนหนึ่งออกและต้องหาคนใหม่มาทดแทน แบ่งเป็นต้นทุนทางตรง เช่น ค่าสรรหา ค่าอบรมคนใหม่ และค่าใช้จ่ายในการเลิกจ้าง กับต้นทุนทางอ้อม เช่น productivity ที่หายไประหว่างตำแหน่งว่าง ภาระงานที่ตกกับเพื่อนร่วมทีม และความรู้ที่ติดตัวพนักงานออกไป ต้นทุนทางอ้อมมักประเมินค่าได้ยากกว่าแต่บ่อยครั้งสูงกว่าต้นทุนทางตรง
ต้นทุนการลาออกคิดเป็นกี่เท่าของเงินเดือน
ตัวเลขที่อ้างกันในวงการ HR มีหลายช่วงตั้งแต่ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนต่อปีไปจนถึงสองเท่า ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งและความซับซ้อนของงาน ตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะหรือใช้เวลาเรียนรู้งานนานมักมีต้นทุนต่อหัวสูงกว่า อย่างไรก็ตามองค์กรควรคำนวณจากข้อมูลจริงของตนเองมากกว่ายึดตัวเลขทั่วไป เพราะโครงสร้างต้นทุนของแต่ละธุรกิจต่างกัน
ต้นทุนทางอ้อมของการลาออกวัดได้อย่างไร
ต้นทุนทางอ้อมวัดได้โดยประมาณการมูลค่าของผลผลิตที่หายไป เช่น คูณจำนวนวันที่ตำแหน่งว่างด้วยมูลค่าผลงานต่อวันของตำแหน่งนั้น รวมกับเวลาที่พนักงานคนใหม่ต้องใช้กว่าจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และเวลาของเพื่อนร่วมทีมที่ต้องรับภาระเพิ่ม แม้จะประเมินได้ไม่แม่นยำเท่าต้นทุนทางตรง แต่การประมาณการคร่าว ๆ ก็ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าการลาออกกระทบองค์กรมากเพียงใด
โครงสร้างเงินเดือนช่วยลดต้นทุนการลาออกได้จริงหรือ
โครงสร้างเงินเดือนที่เป็นธรรมและแข่งขันได้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยลดอัตราการลาออก แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว เมื่อพนักงานเห็นว่าค่าตอบแทนสอดคล้องกับค่างานและตลาด ความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่มักเป็นต้นเหตุของการลาออกก็ลดลง โครงสร้างเงินเดือนยังช่วยให้องค์กรตอบโต้ข้อเสนอจากภายนอกได้อย่างมีหลักการ แทนการขึ้นเงินตามอารมณ์ซึ่งสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำในระยะยาว
อัตราการลาออกเท่าไรถือว่าสูงเกินไป
ไม่มีตัวเลขมาตรฐานเดียวที่ใช้ได้กับทุกองค์กร เพราะอัตราการลาออกที่เหมาะสมแตกต่างกันตามอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจค้าปลีกหรือบริการมักมีอัตราสูงกว่าธุรกิจที่ใช้ทักษะเฉพาะ วิธีที่ดีกว่าคือเปรียบเทียบอัตราการลาออกของตนเองกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเดียวกัน และดูแนวโน้มของตนเองว่าสูงขึ้นหรือต่ำลง รวมถึงแยกดูการลาออกของพนักงานกลุ่มที่มีผลงานดีซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ