ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

KPI กับ OKR ต่างกันยังไง องค์กรไทยควรเลือกใช้อะไร

spmsperformance-managementkpi-okr

เริ่มจากสิ่งที่หลายคนสับสน

KPI และ OKR ทั้งคู่เป็นเครื่องมือวัดผลการทำงาน แต่ออกแบบมาแก้คนละโจทย์ การจับมาใช้สลับกันโดยไม่เข้าใจที่มา เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ระบบประเมินผลในหลายองค์กรไม่เดินหน้า

บทความนี้แยกความแตกต่างให้เห็นชัด พร้อมกรอบในการตัดสินใจว่าองค์กรของคุณควรเริ่มจากระบบไหน

KPI คืออะไร

KPI ย่อมาจาก Key Performance Indicator หรือ ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานหลัก เป็นตัวเลขที่บอกว่างานหลักของตำแหน่งหรือทีมนั้นทำได้ตามมาตรฐานหรือไม่

ลักษณะของ KPI ที่ใช้กันทั่วไป

  • เชื่อมกับงานประจำของตำแหน่ง
  • มีเป้าหมายตัวเลขที่ชัดเจน เช่น ยอดขายต่อเดือน อัตราการลาออก ความพึงพอใจของลูกค้า
  • ใช้สำหรับวัดผลรอบเดือนหรือไตรมาส
  • มักผูกกับโบนัสและการขึ้นเงินเดือน

ตัวอย่าง KPI ของผู้จัดการฝ่ายขาย เช่น ยอดขายรวมต่อไตรมาส อัตราการรักษาลูกค้าเดิม และจำนวนลูกค้าใหม่ที่ปิดดีลได้

OKR คืออะไร

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results เป็นกรอบการตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ใช้เชื่อมเป้าหมายระดับองค์กรลงสู่ทีมและบุคคล โดยแยกเป็นสองส่วน

  • Objective คือเป้าหมายเชิงคุณภาพที่บอกทิศทาง ตอบคำถามว่า “เราอยากไปไหน”
  • Key Results คือตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่บอกว่าเราไปถึงหรือยัง ตอบคำถามว่า “รู้ได้ยังไงว่าทำสำเร็จ”

ลักษณะของ OKR ที่ใช้กันทั่วไป

  • เชื่อมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่งานประจำ
  • ตั้งเป้าหมายแบบทะเยอทะยาน บรรลุได้ 70-80% ถือว่าดี
  • รอบประเมินสั้น เช่น ทุกไตรมาส
  • มักไม่ผูกตรงกับโบนัส เพื่อไม่ให้พนักงานตั้งเป้าหมายต่ำเกินไป

ตัวอย่าง OKR ของฝ่ายขาย

  • Objective: ยกระดับฐานลูกค้าให้เป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงขึ้น
  • Key Result 1: เพิ่มสัดส่วนลูกค้าระดับองค์กรจาก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็น 35 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรวม
  • Key Result 2: ลดเวลาเฉลี่ยในการปิดดีลขนาดใหญ่จาก 90 วัน เหลือ 60 วัน
  • Key Result 3: สร้างทีมขายเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กรอย่างน้อย 3 คน

ความแตกต่างที่สำคัญ

มุมมองKPIOKR
จุดเน้นงานประจำที่ต้องทำให้ดีการเปลี่ยนแปลงที่อยากให้เกิด
ลักษณะเป้าหมายตัวเลขที่ต้องทำให้ได้เป้าหมายทะเยอทะยานที่ผลักดันการเติบโต
ความถี่ในการประเมินรายเดือน รายไตรมาส รายปีรายไตรมาสเป็นหลัก
ความเชื่อมโยงกับโบนัสมักเชื่อมตรงมักไม่เชื่อมตรง
ระดับการใช้บุคคล ทีม องค์กรทีม องค์กร โดยลงมาที่บุคคลผ่านการคุยกัน

องค์กรไทยควรเลือกใช้อะไร

ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง องค์กรส่วนใหญ่ใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยให้บทบาทต่างกัน

ใช้ KPI สำหรับวัดงานประจำที่ต้องส่งมอบเป็นมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น คุณภาพการให้บริการลูกค้า อัตราการผลิตที่ต้องรักษา ความถูกต้องของเอกสารการเงิน

ใช้ OKR สำหรับขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ ตัวอย่างเช่น การขยายตลาดใหม่ การปรับโครงสร้างองค์กร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

หนึ่งในสาเหตุที่ระบบประเมินผลในองค์กรไทยมักไม่เดินหน้า คือการนำ OKR มาใช้แทน KPI ทั้งหมด แล้วผูกกับโบนัส ทำให้พนักงานตั้งเป้าหมายต่ำเพื่อให้บรรลุได้ง่าย OKR เลยกลายเป็น KPI ปลอม ที่ไม่ทะเยอทะยานและไม่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลง

กรอบการตัดสินใจในการเริ่มต้น

ถ้าองค์กรของคุณยังไม่มีระบบประเมินผลที่ชัดเจน ตัวอย่างลำดับที่ใช้ได้จริง

  1. เริ่มจากออกแบบ KPI ให้ตำแหน่งหลักก่อน เพื่อให้ทุกคนรู้ว่างานมาตรฐานที่ต้องส่งมอบคืออะไร
  2. เมื่อ KPI เข้าที่แล้ว ค่อยเพิ่ม OKR ในระดับองค์กรและทีม สำหรับขับเคลื่อนเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในรอบ 1-2 ไตรมาส
  3. แยก OKR ออกจากระบบโบนัส เพื่อรักษาความทะเยอทะยานของเป้าหมาย

การเริ่มทั้งสองระบบพร้อมกันโดยไม่มีพื้นฐานก่อน มักทำให้ทั้งสองระบบไม่เข้าที่และพนักงานสับสน

สรุป

KPI ตอบคำถามว่า “ทำงานหลักได้ตามมาตรฐานไหม” OKR ตอบคำถามว่า “เราขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปทางไหนและไปถึงไหนแล้ว” ทั้งสองมีบทบาทต่างกันและทำงานเสริมกันได้

หากต้องการเครื่องมือช่วยตัดสินใจกับทีมผู้บริหาร แบบฟอร์มตัดสินใจ KPI vs OKR ฟรี 7 คำถาม พิมพ์เก็บไว้ใช้ในที่ประชุมได้

หากองค์กรของคุณกำลังพิจารณาว่าจะออกแบบระบบประเมินผลอย่างไรให้เหมาะกับบริบทขององค์กร ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี