ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

รายได้รวมเมื่อทำได้ตามเป้า (OTE) คืออะไร ใช้อย่างไร

รายได้รวมเมื่อทำได้ตามเป้า (OTE) คือรายได้รวมต่อปีที่พนักงานคาดว่าจะได้รับเมื่อทำผลงานได้ตามเป้าหมายพอดี ประกอบด้วยเงินเดือนฐานบวกกับค่าตอบแทนผันแปร เช่น คอมมิชชันหรือโบนัสตามเป้า OTE จึงเป็นตัวเลขที่ใช้สื่อสารโอกาสรายได้ของตำแหน่ง ไม่ใช่จำนวนที่รับประกัน

บทความนี้จะอธิบายว่า OTE ประกอบด้วยอะไรบ้าง ต่างจากเงินเดือนฐานอย่างไร เหมาะกับตำแหน่งแบบไหน และมีจุดที่องค์กรไทยควรระวังเมื่อนำไปใช้ในโครงสร้างค่าตอบแทน


รายได้รวมเมื่อทำได้ตามเป้า (OTE) คืออะไร

OTE ย่อมาจาก On-Target Earnings หมายถึงรายได้รวมต่อปีที่พนักงานคนหนึ่งคาดว่าจะได้รับ “เมื่อทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้พอดี” คำว่าตามเป้าในที่นี้คือจุดที่ไม่ต่ำและไม่สูงเกินไป แต่เป็นระดับที่องค์กรคาดหวังว่าพนักงานที่ทำงานได้มาตรฐานควรทำได้

OTE คำนวณจากสูตรพื้นฐานคือ เงินเดือนฐานต่อปี บวกกับค่าตอบแทนผันแปรเมื่อทำได้ตามเป้า ค่าตอบแทนผันแปรนี้อาจอยู่ในรูปคอมมิชชันจากยอดขาย โบนัสตามการบรรลุเป้า (KPI) หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าตำแหน่งหนึ่งมีเงินเดือนฐานปีละ 480,000 บาท และมีค่าคอมมิชชันเมื่อทำยอดขายได้ตามเป้าอีก 120,000 บาทต่อปี OTE ของตำแหน่งนี้จะเท่ากับ 600,000 บาทต่อปี ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่อัตราตลาดจริง

จุดที่ต้องเข้าใจคือ OTE เป็นตัวเลขที่คาดการณ์ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกัน ส่วนที่รับประกันมีเพียงเงินเดือนฐานเท่านั้น หากพนักงานทำได้ต่ำกว่าเป้า รายได้จริงจะต่ำกว่า OTE และหากทำได้เกินเป้าก็อาจได้สูงกว่า OTE


OTE ประกอบด้วยอะไรบ้าง

โครงสร้าง OTE โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก

ส่วนที่หนึ่งคือเงินเดือนฐาน (base salary) เป็นจำนวนคงที่ที่พนักงานได้รับแน่นอนทุกเดือน ไม่ว่าผลงานจะเป็นอย่างไร เงินเดือนฐานนี้ควรอ้างอิงกับโครงสร้างเงินเดือนขององค์กร เพื่อให้ตำแหน่งที่ค่างานใกล้เคียงกันได้รับฐานในระดับที่เป็นธรรม

ส่วนที่สองคือค่าตอบแทนผันแปร (variable pay) ซึ่งจ่ายเมื่อพนักงานทำผลงานได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด มักอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือผสมกัน ได้แก่ คอมมิชชันที่ผูกกับยอดขายโดยตรง โบนัสตามการบรรลุเป้าหมายเชิงตัวเลข หรือเงินจูงใจตามตัวชี้วัด (KPI) ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

นอกจากสองส่วนนี้ องค์กรควรแยกให้ชัดว่าอะไรนับรวมใน OTE และอะไรไม่นับ โดยทั่วไปสวัสดิการ เงินสมทบประกันสังคม ค่าเดินทาง หรือเบี้ยเลี้ยง ไม่ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของ OTE เพราะ OTE มุ่งสะท้อนรายได้ที่ผูกกับผลงานเป็นหลัก


OTE ต่างจากเงินเดือนฐานและรายได้รวม (total compensation) อย่างไร

คำสามคำนี้มักถูกใช้สลับกันจนสับสน แต่มีความหมายต่างกันชัดเจน

เงินเดือนฐาน คือจำนวนคงที่ที่รับประกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการคิดค่าตอบแทนทุกประเภท

OTE คือเงินเดือนฐานบวกค่าตอบแทนผันแปรเมื่อทำได้ตามเป้า เป็นตัวเลขที่ใช้สื่อสารโอกาสรายได้ของตำแหน่งที่ผลงานวัดได้ แต่ยังไม่รวมสวัสดิการ

รายได้รวม (total compensation) เป็นภาพที่กว้างที่สุด รวมทุกอย่างที่องค์กรจ่ายให้พนักงาน ทั้งเงินเดือนฐาน ค่าผันแปร สวัสดิการ ประกัน เงินสมทบ และผลตอบแทนอื่น ๆ

ความสับสนที่พบบ่อยหนึ่งในสาเหตุคือการนำ OTE ไปใช้ในประกาศรับสมัครงานโดยไม่ระบุว่าเป็น OTE ทำให้ผู้สมัครเข้าใจว่าเป็นเงินเดือนรับประกัน เมื่อเริ่มงานจริงแล้วทำยอดไม่ถึงเป้า ก็เกิดความรู้สึกว่าได้น้อยกว่าที่ตกลง การระบุให้ชัดว่าตัวเลขใดคือฐานและตัวเลขใดคือ OTE จึงช่วยลดความเข้าใจผิดได้มาก


ทำไม OTE ถึงเหมาะกับตำแหน่งขายเป็นพิเศษ

OTE เป็นแนวคิดที่ใช้แพร่หลายกับตำแหน่งขายมากกว่าตำแหน่งอื่น เพราะลักษณะงานขายมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการจ่ายแบบผันแปร

ประการแรก ผลงานของตำแหน่งขายวัดเป็นตัวเลขได้ค่อนข้างตรง เช่น ยอดขาย จำนวนดีลที่ปิดได้ หรือรายได้ที่นำเข้าองค์กร ทำให้การกำหนดเป้าและการจ่ายตามเป้าทำได้ชัดเจน

ประการที่สอง ผลลัพธ์ส่วนหนึ่งขึ้นกับความพยายามและทักษะของพนักงานโดยตรง การจ่ายผันแปรจึงทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจให้พนักงานผลักดันยอดได้

ประการที่สาม โครงสร้าง OTE ช่วยให้องค์กรควบคุมต้นทุนค่าตอบแทนให้สัมพันธ์กับรายได้ที่เข้ามา เพราะค่าผันแปรจะจ่ายมากเมื่อรายได้เข้ามามาก

อย่างไรก็ตาม การออกแบบสัดส่วนระหว่างฐานกับค่าผันแปรต้องระมัดระวัง ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือลักษณะวงจรการขาย ความยาวของกระบวนการปิดดีล และระดับการพึ่งพาทีมหรือปัจจัยภายนอก ตำแหน่งที่พนักงานควบคุมผลลัพธ์ได้มากมักเหมาะกับสัดส่วนผันแปรสูง ส่วนตำแหน่งที่ต้องอาศัยทีมหรือแบรนด์ขององค์กรมากมักเหมาะกับสัดส่วนฐานสูงกว่า เพื่อไม่ให้พนักงานแบกรับความเสี่ยงเกินควร


องค์กรไทยควรระวังอะไรเมื่อนำ OTE มาใช้

การนำ OTE มาใช้โดยไม่วางรากฐานให้ครบมักทำให้เกิดปัญหาในระยะยาว มีหลายจุดที่ควรพิจารณา

จุดแรก เงินเดือนฐานต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย และต้องสอดคล้องกับโครงสร้างเงินเดือนขององค์กร การกดฐานให้ต่ำมากเพื่อดัน OTE ให้ดูสูง อาจทำให้พนักงานขาดความมั่นคงและกระทบการรักษาคนในช่วงที่ตลาดผันผวน องค์กรสามารถตรวจสอบอัตราค่าจ้างขั้นต่ำได้จากประกาศของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

จุดที่สอง เป้าหมายที่ใช้คำนวณ OTE ต้องสมเหตุสมผลและทำได้จริง หากตั้งเป้าสูงจนแทบไม่มีใครถึง OTE จะกลายเป็นตัวเลขในกระดาษที่ไม่มีความหมาย และอาจบั่นทอนแรงจูงใจแทนที่จะสร้างแรงจูงใจ

จุดที่สาม การสื่อสารต้องโปร่งใส ระบุให้ชัดในเอกสารและการสัมภาษณ์ว่าเงินเดือนฐานคือเท่าไร OTE คือเท่าไร และเงื่อนไขการได้รับค่าผันแปรคืออะไร เพื่อให้พนักงานเข้าใจตรงกันว่าส่วนใดรับประกันและส่วนใดขึ้นกับผลงาน

จุดที่สี่ OTE ควรเชื่อมโยงกับโครงสร้างเงินเดือนและการประเมินผลงานขององค์กร ไม่ใช่กำหนดแยกเป็นรายตำแหน่งตามการต่อรอง การวางฐานบนโครงสร้างที่อธิบายได้ช่วยรักษาความเป็นธรรมภายใน บทความ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร อธิบายหลักการวางฐานนี้เพิ่มเติม

สำหรับองค์กรที่ต้องการวางเงินเดือนฐานและกรอบค่าตอบแทนให้สอดคล้องกันทั้งระบบ บริการ ออกแบบโครงสร้างเงินเดือน ของ Triple I ช่วยกำหนดกระบอกเงินเดือนที่เป็นธรรมภายใน เพื่อให้ส่วนฐานของ OTE ตั้งอยู่บนหลักเกณฑ์ที่อธิบายได้


สรุป

รายได้รวมเมื่อทำได้ตามเป้า (OTE) เป็นเครื่องมือสื่อสารโอกาสรายได้สำหรับตำแหน่งที่ผลงานวัดเป็นตัวเลขได้ โดยรวมเงินเดือนฐานเข้ากับค่าตอบแทนผันแปรเมื่อทำได้ตามเป้า สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า OTE เป็นตัวเลขที่คาดการณ์ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกัน ส่วนที่รับประกันมีเพียงเงินเดือนฐาน การออกแบบสัดส่วนฐานต่อค่าผันแปร การตั้งเป้าที่ทำได้จริง และการสื่อสารที่โปร่งใส คือปัจจัยที่ทำให้ OTE ทำงานได้ผลโดยไม่สร้างความเข้าใจผิด

จุดเริ่มต้นที่มั่นคงคือการวางเงินเดือนฐานบนโครงสร้างที่เป็นธรรมและอธิบายได้ หากต้องการคำแนะนำในการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนที่รองรับการจ่ายแบบ OTE ทีมที่ปรึกษา Triple I พร้อมช่วยวางระบบ นัดคุยฟรีได้ที่นี่

คำถามที่พบบ่อย

OTE คืออะไร

OTE ย่อมาจาก On-Target Earnings หรือรายได้รวมเมื่อทำได้ตามเป้า หมายถึงรายได้รวมต่อปีที่พนักงานคนหนึ่งคาดว่าจะได้รับเมื่อทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้พอดี โดยรวมเงินเดือนฐานเข้ากับค่าตอบแทนผันแปร เช่น คอมมิชชันหรือโบนัสตามเป้า มักใช้กับตำแหน่งที่ผลงานวัดเป็นตัวเลขได้ชัดเจน เช่น ตำแหน่งขาย

OTE ต่างจากเงินเดือนฐานอย่างไร

เงินเดือนฐานคือจำนวนคงที่ที่พนักงานได้รับแน่นอนไม่ว่าผลงานจะเป็นอย่างไร ส่วน OTE คือยอดรวมที่บวกค่าตอบแทนผันแปรเมื่อทำได้ตามเป้าเข้าไปด้วย OTE จึงเป็นตัวเลขที่คาดการณ์ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกัน หากทำได้ต่ำกว่าเป้า รายได้จริงจะต่ำกว่า OTE และหากทำได้เกินเป้าก็อาจสูงกว่า OTE

สัดส่วนเงินเดือนฐานต่อค่าผันแปรใน OTE ควรเป็นเท่าไร

ไม่มีสัดส่วนตายตัวที่ใช้ได้กับทุกตำแหน่ง โดยทั่วไปอ้างอิงเป็นอัตราส่วน เช่น 70/30 หรือ 60/40 ระหว่างเงินเดือนฐานกับค่าผันแปร ตำแหน่งที่ผลลัพธ์ขึ้นกับตัวพนักงานโดยตรงมักมีสัดส่วนผันแปรสูงกว่า ส่วนตำแหน่งที่ต้องอาศัยทีมหรือปัจจัยภายนอกมากมักมีสัดส่วนฐานสูงกว่า องค์กรควรเลือกตามลักษณะงานและความสามารถในการจ่าย

OTE รับประกันว่าพนักงานจะได้เงินเท่านั้นจริงหรือไม่

ไม่ใช่ OTE เป็นเพียงรายได้ที่คาดว่าจะได้รับเมื่อทำผลงานได้ตามเป้าพอดี ไม่ใช่เงินที่รับประกัน ส่วนที่รับประกันคือเงินเดือนฐานเท่านั้น การสื่อสารเรื่องนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความไม่พอใจในภายหลัง

OTE ใช้กับตำแหน่งที่ไม่ใช่ฝ่ายขายได้หรือไม่

ใช้ได้ในบางกรณี แต่เหมาะกับตำแหน่งที่ผลงานวัดเป็นตัวเลขที่ควบคุมได้ชัดเจน เช่น ตำแหน่งที่มีเป้ารายได้หรือเป้าการเก็บเงินโดยตรง สำหรับตำแหน่งสนับสนุนที่ผลลัพธ์วัดยากหรือขึ้นกับทีมเป็นหลัก การใช้ OTE อาจทำให้การจ่ายผันแปรไม่สะท้อนผลงานจริง องค์กรหลายแห่งจึงใช้โบนัสตามผลประกอบการรวมแทน


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี