ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

เบี้ยเลี้ยงเดินทาง (per diem): วางนโยบายให้เป็นระบบ

เบี้ยเลี้ยงเดินทาง (per diem) คือเงินที่องค์กรจ่ายให้พนักงานเป็นอัตราเหมาต่อวันหรือต่อมื้อ เพื่อครอบคลุมค่าอาหารและค่าใช้จ่ายเล็กน้อยระหว่างเดินทางทำงาน โดยไม่ต้องเก็บใบเสร็จมาแสดง การมีนโยบายที่ชัดเจนช่วยให้องค์กรควบคุมต้นทุน ลดภาระงานเอกสาร และทำให้พนักงานรู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม

บทความนี้จะพาไปดูว่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางต่างจากการเบิกตามจริงอย่างไร มีขั้นตอนวางนโยบายอย่างไรให้เป็นระบบ ควรกำหนดอัตราอย่างไรให้อธิบายได้ และนโยบายนี้เชื่อมกับโครงสร้างค่าตอบแทนขององค์กรอย่างไร โดยเน้นแนวทางที่องค์กร SME ไทยนำไปใช้ได้จริง

เบี้ยเลี้ยงเดินทางคืออะไร และต่างจากการเบิกตามจริงอย่างไร

เบี้ยเลี้ยงเดินทางเป็นการจ่ายแบบเหมา (Allowance) ที่กำหนดอัตราไว้ล่วงหน้า เช่น ต่อวันหรือต่อมื้อ พนักงานได้รับเงินจำนวนนี้โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานการใช้จ่ายแต่ละรายการ ต่างจากการเบิกค่าใช้จ่ายตามจริง (Reimbursement) ที่ต้องมีใบเสร็จและจ่ายคืนตามยอดที่เกิดขึ้นจริง

ทั้งสองแบบมีจุดแข็งที่ต่างกัน

  • แบบเหมา (per diem) ลดภาระงานเอกสารทั้งฝั่งพนักงานและฝ่ายบัญชี คาดการณ์ต้นทุนได้ง่าย และทำให้พนักงานไม่ต้องเก็บใบเสร็จจำนวนมาก แต่ต้องกำหนดอัตราให้สมเหตุสมผล
  • แบบเบิกตามจริง ควบคุมค่าใช้จ่ายให้ตรงกับที่เกิดขึ้นจริงได้แม่นยำกว่า เหมาะกับรายการที่มูลค่าสูงและผันผวน เช่น ค่าที่พักหรือค่าตั๋วเครื่องบิน แต่ต้องใช้เวลาตรวจสอบเอกสารมากกว่า

ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรใช้ทั้งสองแบบผสมกัน เช่น จ่ายค่าอาหารและค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเป็นเบี้ยเลี้ยงแบบเหมา แต่ให้เบิกค่าที่พักและค่าเดินทางหลักตามจริง การออกแบบนโยบายจึงควรระบุให้ชัดว่ารายการใดอยู่ในกลุ่มไหน

ทำไมองค์กรจึงควรมีนโยบายเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ชัดเจน

หากไม่มีนโยบายที่เขียนไว้ชัดเจน องค์กรมักต้องตัดสินใจเป็นกรณีไป ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมคือการที่พนักงานในเงื่อนไขใกล้เคียงกันได้รับการปฏิบัติต่างกัน นโยบายที่ชัดเจนช่วยลดปัญหาเหล่านี้และให้ประโยชน์หลายด้าน

  • ความเป็นธรรม พนักงานที่เดินทางในเงื่อนไขเดียวกันได้รับอัตราเดียวกัน ลดข้อร้องเรียนและการเปรียบเทียบภายใน
  • การควบคุมต้นทุน องค์กรประมาณการค่าใช้จ่ายการเดินทางล่วงหน้าได้ และตรวจสอบความสมเหตุสมผลได้ง่าย
  • ความสอดคล้องด้านบัญชีและภาษี การจ่ายตามเกณฑ์ที่ชัดเจนช่วยให้บันทึกบัญชีและจัดการเรื่องภาษีได้เป็นระบบ
  • ประสบการณ์พนักงาน พนักงานรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับเท่าไร ไม่ต้องสำรองเงินส่วนตัวจำนวนมาก และไม่ต้องลุ้นว่าจะเบิกได้หรือไม่

วางนโยบายเบี้ยเลี้ยงเดินทางมีขั้นตอนอย่างไร

การวางนโยบายให้เป็นระบบสามารถแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก

ขั้นที่ 1 — กำหนดขอบเขตและนิยาม

เริ่มจากระบุให้ชัดว่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางครอบคลุมอะไรบ้าง และแยกออกจากรายการที่เบิกตามจริงอย่างไร รวมถึงกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้พนักงานเข้าข่ายได้รับ เช่น ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ปฏิบัติงานปกติ หรือเดินทางต่อเนื่องเกินจำนวนชั่วโมงที่กำหนด การมีนิยามชัดเจนช่วยป้องกันการตีความที่ไม่ตรงกัน

ขั้นที่ 2 — ออกแบบโครงสร้างอัตรา

กำหนดอัตราเบี้ยเลี้ยงตามปัจจัยที่อธิบายได้ ปัจจัยที่นิยมใช้ ได้แก่

  • ระดับตำแหน่ง ตำแหน่งที่ต่างกันอาจมีลักษณะการเดินทางและความคาดหวังต่างกัน
  • พื้นที่ปลายทาง เช่น ในประเทศหรือต่างประเทศ เมืองใหญ่หรือต่างจังหวัด เนื่องจากค่าครองชีพต่างกัน
  • ระยะเวลาเดินทาง เช่น ไป-กลับภายในวันเดียว หรือค้างคืน

ควรจัดทำเป็นตารางอัตราที่อ้างอิงได้ทันที และระบุที่มาของตัวเลข เช่น อิงค่าครองชีพหรือการเทียบเคียงตลาด หลักสำคัญคือพนักงานในเงื่อนไขเดียวกันต้องได้รับอัตราเดียวกัน

ขั้นที่ 3 — กำหนดขั้นตอนการอนุมัติและการจ่าย

ระบุให้ชัดว่าใครเป็นผู้อนุมัติการเดินทาง ใช้แบบฟอร์มหรือระบบใด และจ่ายเบี้ยเลี้ยงก่อนหรือหลังการเดินทาง การจ่ายล่วงหน้าช่วยให้พนักงานไม่ต้องสำรองเงินส่วนตัว ขณะที่การจ่ายภายหลังอาจสะดวกต่อการตรวจสอบ ควรเลือกแนวทางที่เหมาะกับขนาดและกระบวนการบัญชีขององค์กร พร้อมกำหนดกรอบเวลาเบิกจ่ายให้ชัด

ขั้นที่ 4 — เขียนเป็นนโยบายลายลักษณ์อักษรและสื่อสาร

รวบรวมนิยาม อัตรา และขั้นตอนทั้งหมดเป็นเอกสารนโยบายฉบับเดียว ระบุวันที่มีผลบังคับใช้และผู้รับผิดชอบ จากนั้นสื่อสารให้พนักงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจตรงกัน ตัวอย่างเช่น จัดทำเป็นส่วนหนึ่งของคู่มือพนักงานหรือประกาศภายใน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและอ้างอิงได้

ขั้นที่ 5 — ทบทวนและปรับปรุงเป็นระยะ

กำหนดรอบทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงชัดเจน ตรวจสอบว่าอัตรายังสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับการปฏิบัติจริง พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากพนักงานและฝ่ายบัญชี เพื่อให้นโยบายใช้งานได้จริงและไม่ล้าสมัย

เบี้ยเลี้ยงเดินทางถือเป็นค่าจ้างหรือไม่

ประเด็นนี้สำคัญต่อการคำนวณเงินสมทบและการบันทึกบัญชี โดยทั่วไปเงินที่จ่ายเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริง เช่น เบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่สมเหตุสมผล มักไม่ถือเป็นค่าจ้าง อย่างไรก็ตาม หากองค์กรจ่ายเป็นจำนวนคงที่ทุกเดือนโดยไม่ผูกกับการเดินทางจริง อาจถูกตีความว่าเป็นค่าจ้างได้

เนื่องจากการตีความขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและลักษณะการจ่ายในแต่ละกรณี องค์กรควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคมหรือที่ปรึกษากฎหมายแรงงานก่อนวางนโยบาย เพื่อให้แน่ใจว่าวิธีการจ่ายและการบันทึกถูกต้องตามแนวทางที่หน่วยงานกำหนด บทความนี้ให้ภาพรวมเชิงแนวทาง ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมาย

นโยบายเบี้ยเลี้ยงเดินทางเชื่อมกับโครงสร้างค่าตอบแทนอย่างไร

เบี้ยเลี้ยงเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนรวม (Total Rewards) ที่พนักงานได้รับ แม้จะไม่ใช่ค่าจ้างประจำ แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่พนักงานนำมาพิจารณาเมื่อประเมินความคุ้มค่าของงาน การวางนโยบายเบี้ยเลี้ยงจึงควรสอดคล้องกับหลักการเดียวกับที่ใช้ออกแบบค่าตอบแทนส่วนอื่น คือความเป็นธรรมภายในและการอธิบายได้

ตัวอย่างเช่น หากองค์กรกำหนดอัตราเบี้ยเลี้ยงแยกตามระดับตำแหน่ง ก็ควรอิงโครงสร้างระดับงานเดียวกับที่ใช้ในโครงสร้างเงินเดือน ไม่ใช่กำหนดแยกอิสระจนเกิดความขัดแย้งกัน หากต้องการเข้าใจพื้นฐานการจัดระดับงานและการออกแบบกระบอกเงินเดือน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ โครงสร้างเงินเดือน 101 ซึ่งอธิบายแนวคิดการจัดกลุ่มตำแหน่งและการกำหนดช่วงค่าตอบแทน

การออกแบบนโยบายสวัสดิการและเงินช่วยเหลือต่าง ๆ ให้เป็นระบบเดียวกับโครงสร้างค่าตอบแทนหลัก คือสิ่งที่บริการ ออกแบบโครงสร้างเงินเดือนของ Triple I ช่วยให้องค์กรจัดวางได้อย่างมีหลักการ ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมทั้งระบบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวางนโยบายเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

กำหนดอัตราโดยไม่มีที่มา หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นโยบายถูกตั้งคำถามคือการกำหนดตัวเลขโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ควรระบุที่มาของอัตราให้ตรวจสอบได้ เช่น อิงค่าครองชีพหรือการเทียบเคียง

ไม่แยกแบบเหมากับการเบิกตามจริง เมื่อนิยามไม่ชัด พนักงานอาจเข้าใจว่าเบิกได้ทั้งสองทางสำหรับรายการเดียวกัน ควรระบุให้ชัดว่ารายการใดอยู่ในกลุ่มไหน

จ่ายคงที่จนเสี่ยงถูกตีความเป็นค่าจ้าง การจ่ายเป็นจำนวนเท่ากันทุกเดือนโดยไม่ผูกกับการเดินทางจริง อาจมีนัยต่อการคำนวณเงินสมทบ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ไม่ทบทวนเมื่อค่าครองชีพเปลี่ยน อัตราที่ตั้งไว้นานโดยไม่ปรับ อาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าเบี้ยเลี้ยงไม่พอกับค่าใช้จ่ายจริง ส่งผลต่อความพึงพอใจ

สรุป

เบี้ยเลี้ยงเดินทาง (per diem) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรดูแลค่าใช้จ่ายของพนักงานระหว่างเดินทางทำงานได้อย่างเป็นระบบ การวางนโยบายที่ดีต้องเริ่มจากนิยามที่ชัด อัตราที่อธิบายได้ ขั้นตอนการจ่ายที่กระชับ การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และการทบทวนเป็นระยะ ทั้งหมดนี้ควรสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมเดียวกับโครงสร้างค่าตอบแทนหลักขององค์กร

หากองค์กรต้องการจัดวางนโยบายเบี้ยเลี้ยง สวัสดิการ และโครงสร้างค่าตอบแทนให้เป็นระบบเดียวที่ตรวจสอบได้ นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษา Triple I เพื่อหารือแนวทางที่เหมาะกับบริบทขององค์กรคุณ

คำถามที่พบบ่อย

เบี้ยเลี้ยงเดินทาง (per diem) ต่างจากการเบิกค่าใช้จ่ายตามจริงอย่างไร

เบี้ยเลี้ยงเดินทางคือเงินที่องค์กรจ่ายให้พนักงานเป็นอัตราเหมาต่อวันหรือต่อมื้อ เพื่อครอบคลุมค่าอาหารและค่าใช้จ่ายเล็กน้อยระหว่างเดินทางทำงาน โดยพนักงานไม่ต้องเก็บใบเสร็จมาแสดง ขณะที่การเบิกตามจริงต้องมีหลักฐานการจ่ายทุกรายการ ข้อดีของแบบเหมาคือลดภาระงานเอกสารและคาดการณ์ต้นทุนได้ง่าย ส่วนการเบิกตามจริงควบคุมค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงได้แม่นยำกว่า หลายองค์กรจึงใช้ทั้งสองแบบผสมกัน

ควรกำหนดอัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางอย่างไรให้เป็นธรรม

ควรกำหนดอัตราตามปัจจัยที่อธิบายได้ เช่น ระดับตำแหน่ง พื้นที่ปลายทาง (ในประเทศหรือต่างประเทศ เมืองใหญ่หรือต่างจังหวัด) และประเภทค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุม หลักสำคัญคือพนักงานในเงื่อนไขเดียวกันต้องได้รับอัตราเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่เป็นธรรม ควรทบทวนอัตราเป็นระยะให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ และระบุที่มาของอัตราไว้ในนโยบายให้ตรวจสอบได้

เบี้ยเลี้ยงเดินทางถือเป็นค่าจ้างที่ต้องคำนวณประกันสังคมหรือไม่

โดยทั่วไปเงินที่จ่ายเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริง เช่น ค่าเดินทางและเบี้ยเลี้ยงตามอัตราที่สมเหตุสมผล มักไม่ถือเป็นค่าจ้าง แต่หากจ่ายเป็นจำนวนคงที่ทุกเดือนโดยไม่ผูกกับการเดินทางจริง อาจถูกตีความว่าเป็นค่าจ้างได้ เนื่องจากการตีความขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและลักษณะการจ่าย ควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคมหรือที่ปรึกษากฎหมายแรงงานก่อนวางนโยบาย

องค์กร SME ที่เพิ่งเริ่มควรวางนโยบายเบี้ยเลี้ยงเดินทางแบบไหน

องค์กรขนาดเล็กควรเริ่มจากนโยบายที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน เช่น กำหนดอัตราเหมาต่อวันแยกตามในประเทศและต่างประเทศ ระบุว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และกำหนดขั้นตอนการอนุมัติที่ไม่ซับซ้อน เมื่อองค์กรเติบโตขึ้นจึงค่อยเพิ่มมิติ เช่น แยกตามระดับตำแหน่งหรือพื้นที่ สิ่งสำคัญคือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและสื่อสารให้พนักงานเข้าใจตรงกัน


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี