ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ตารางความรับผิดชอบ RACI คืออะไร และสร้างอย่างไร

ตารางความรับผิดชอบ RACI คือเครื่องมือที่ระบุว่าแต่ละตำแหน่งงานมีบทบาทอะไรในแต่ละกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงมือทำ (R) ผู้รับผิดชอบสุดท้าย (A) ผู้ให้ข้อมูล (C) หรือผู้รับทราบ (I) เมื่อสร้าง RACI เสร็จ ทีมจะเห็นชัดว่างานชิ้นไหนไม่มีเจ้าของ และตำแหน่งไหนแบกรับงานมากเกินสมดุล

บทความนี้จะอธิบายความหมายของแต่ละบทบาท วิธีสร้างตารางทีละขั้นตอน และนำผลที่ได้ไปใช้ปรับปรุงคำบรรยายลักษณะงาน (JD) ให้ตรงกว่าเดิม

RACI คืออะไร และแต่ละตัวอักษรหมายถึงอะไร

RACI ย่อมาจากสี่บทบาทหลักที่ทุกองค์กรต้องการในแต่ละกิจกรรม

R — Responsible (ผู้ดำเนินการ) คือผู้ที่ลงมือทำงานจริง มีได้มากกว่าหนึ่งตำแหน่งต่อกิจกรรมหนึ่ง เช่น งานสัมภาษณ์ผู้สมัครอาจมีทั้งผู้จัดการทีมและเจ้าหน้าที่สรรหาเป็น R ร่วมกัน

A — Accountable (ผู้รับผิดชอบสุดท้าย) คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์และมีอำนาจอนุมัติ กฎสำคัญคือ มีได้เพียงหนึ่งตำแหน่งเท่านั้น ถ้ามีมากกว่าหนึ่ง หมายความว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าใครเป็นเจ้าของงานจริง

C — Consulted (ผู้ให้ข้อมูล) คือตำแหน่งที่ต้องถามความเห็นก่อนดำเนินการ การสื่อสารเป็นแบบสองทาง เช่น ฝ่ายกฎหมายที่ต้องตรวจสัญญาก่อนลงนาม

I — Informed (ผู้รับทราบ) คือตำแหน่งที่ต้องแจ้งให้ทราบหลังการตัดสินใจ แต่ไม่จำเป็นต้องขอความเห็น การสื่อสารเป็นแบบทางเดียว เช่น ผู้บริหารระดับสูงที่รับทราบผลการจ้างงาน

เมื่อไหร่ควรสร้างตาราง RACI

หนึ่งในสัญญาณที่บ่งชี้ว่าองค์กรต้องการ RACI คือเมื่อพบปัญหาเหล่านี้บ่อยครั้ง

งานหล่นระหว่างทีมโดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าในกระบวนการ onboarding พนักงานใหม่ ไม่มีตำแหน่งใดถูกกำหนดให้เป็น R สำหรับการจัดเตรียมอุปกรณ์ IT ผลคือพนักงานใหม่มักรอนานกว่าจำเป็น

การประชุมแต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมมากเกินจำเป็น เพราะทุกคนไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องเข้าหรือเปล่า ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บทบาท C และ I ไม่ได้ถูกแยกแยะอย่างชัดเจน

เมื่อองค์กรขยายทีม ปรับโครงสร้าง หรือต้องการทบทวน JD ให้ทันสมัย RACI เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นภาพรวมการกระจายงานก่อนเขียน JD ใหม่

วิธีสร้างตารางความรับผิดชอบ RACI ทีละขั้นตอน

ขั้นที่ 1 — ระบุกระบวนการหรืองานที่จะทำ RACI

เลือกกระบวนการที่มีปัญหาบทบาทซ้ำซ้อนหรืองานหล่น แตกออกเป็นกิจกรรมย่อย 5-15 รายการ ระบุว่าแต่ละกิจกรรมเริ่มและจบที่จุดไหน การแตกกิจกรรมให้ละเอียดเกินไปทำให้ตารางอ่านยาก แต่ถ้าหยาบเกินไปก็ไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง

สมมติว่าเลือกกระบวนการ “การจ้างพนักงานใหม่” กิจกรรมย่อยอาจได้แก่ การสร้าง JD ตำแหน่งใหม่ การโพสต์ประกาศงาน การคัดกรองใบสมัคร การสัมภาษณ์รอบแรก การอนุมัติการจ้าง และการทำสัญญาจ้าง

ขั้นที่ 2 — รวบรวมรายชื่อตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง

ระบุตำแหน่งงาน ไม่ใช่รายชื่อบุคคล เพื่อให้ตารางใช้ได้แม้เมื่อมีการเปลี่ยนตัวพนักงาน ตำแหน่งที่ระบุควรเป็นทุกตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนั้นจริง ไม่ใช่ทุกตำแหน่งในองค์กร วางตำแหน่งเหล่านี้เป็นหัวคอลัมน์ และวางรายการกิจกรรมเป็นแถวในตาราง

ขั้นที่ 3 — กรอกบทบาท R A C I ในแต่ละช่อง

สำหรับแต่ละกิจกรรม กำหนดว่าแต่ละตำแหน่งมีบทบาทใด โดยเริ่มจากการหา A ก่อนเสมอ เพราะถ้ายังหา A ไม่ได้ แสดงว่ากระบวนการนั้นยังไม่มีเจ้าของที่ชัดเจน จากนั้นจึงกำหนด R C และ I ตามลำดับ

ช่องว่างในตารางหมายความว่าตำแหน่งนั้นไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้นเลย ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์เช่นกัน

ขั้นที่ 4 — ตรวจสอบสัญญาณเตือน

หลังกรอกครบแล้ว ให้ค้นหาสัญญาณเหล่านี้

  • กิจกรรมที่ไม่มี A — ต้องแก้ทันที เพราะหมายความว่าไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์
  • กิจกรรมที่มี A มากกว่าหนึ่ง — ต้องตัดสินใจว่าใครเป็นเจ้าของงานจริง
  • ตำแหน่งที่มีแต่ C และ I — อาจบ่งชี้ว่าตำแหน่งนั้นมีส่วนร่วมน้อยเกินคาด หรือ JD ยังไม่ตรงกับการปฏิบัติจริง
  • ตำแหน่งที่มี R ทุกกิจกรรม — อาจแสดงถึงการกระจายงานที่ไม่สมดุล

ขั้นที่ 5 — นำผล RACI ไปปรับปรุง JD

ใช้ช่อง R ของแต่ละตำแหน่งเป็นฐานในการเขียนหน้าที่ความรับผิดชอบใน JD ใช้ช่อง A เพื่อระบุขอบเขตอำนาจการตัดสินใจ และใช้ช่อง C และ I เพื่อเขียนส่วน “การประสานงานกับหน่วยงานอื่น” ให้ชัดเจน

กระบวนการนี้สอดคล้องกับหลักการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) ที่ใช้เป็นฐานในการเขียน คำบรรยายลักษณะงานที่มีประสิทธิผล

RACI กับ PDPA มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 กำหนดให้องค์กรต้องระบุผู้รับผิดชอบด้านการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างชัดเจน ตารางความรับผิดชอบ RACI ช่วยตอบคำถามนี้ได้โดยตรง

สมมติว่ากระบวนการที่ทำ RACI คือ “การเก็บและใช้ข้อมูลผู้สมัครงาน” ตำแหน่งที่ถูกกำหนดเป็น A ในกิจกรรม “การอนุมัติการเก็บข้อมูล” คือผู้ที่องค์กรต้องระบุเป็น “ผู้ควบคุมข้อมูล” ตามกรอบของ PDPA ส่วนตำแหน่งที่เป็น R คือผู้ปฏิบัติที่ต้องได้รับการอบรมเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดการข้อมูลที่ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ RACI

ใส่คนมากเกินไปในช่อง R — เมื่อทุกคนเป็น R ทุกคนก็รู้สึกว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบหลักของตัวเอง แนวทางที่ดีคือ R ควรมีไม่เกิน 2-3 ตำแหน่งต่อกิจกรรม

ข้ามขั้นตอนการกรอก A — บางองค์กรรีบกรอก R ก่อนโดยยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่อง A ทำให้ตารางสมบูรณ์แต่ปัญหาเดิมยังอยู่

ทำ RACI ครั้งเดียวแล้วไม่อัปเดต — เมื่อโครงสร้างองค์กรเปลี่ยน หรือมีตำแหน่งใหม่เพิ่มขึ้น ควรทบทวน RACI พร้อมกับการทบทวน JD เพื่อให้ทั้งสองสอดคล้องกัน

ใส่ตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวข้อง — การรวมทุกตำแหน่งในองค์กรเข้า RACI ทำให้ตารางใหญ่โตและอ่านยากโดยไม่จำเป็น ควรรวมเฉพาะตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนั้นจริง

RACI เชื่อมกับการวิเคราะห์งานและ JD อย่างไร

แนวทาง job evaluation แบบ point-factor ที่ใช้กันในงานวิชาชีพ HR ต้องการข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจและความซับซ้อนของงานในแต่ละตำแหน่ง ตารางความรับผิดชอบ RACI ให้ข้อมูลนั้นในรูปแบบที่มองเห็นได้ชัดเจน

ตำแหน่งที่มี A ในกิจกรรมสำคัญหลายรายการมักสะท้อนระดับงานที่สูงกว่าตำแหน่งที่มีเพียง R ข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้ประกอบการเขียน JD ที่ระบุระดับความรับผิดชอบได้ชัดเจน และเชื่อมโยงกับการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนที่สอดคล้องกับน้ำหนักงานจริง

สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) และหลักปฏิบัติด้าน HR ทั่วไปสนับสนุนการใช้เครื่องมือวิเคราะห์งานเชิงระบบก่อนการกำหนดค่าตอบแทน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างองค์กรและการจ่ายค่าตอบแทนสะท้อนภาระงานจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งบนแผนภูมิ

เริ่มต้นได้อย่างไรถ้าองค์กรยังไม่เคยทำ RACI

ขอแนะนำให้เริ่มจากกระบวนการที่มีปัญหาชัดเจนที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกันทุกกระบวนการในองค์กร เลือกหนึ่งกระบวนการที่ทีมรู้สึกว่างานหล่น หรือมีการประชุมบ่อยเพื่อแก้ปัญหาการสื่อสาร นำ RACI ไปใช้กับกระบวนการนั้นก่อน แล้วประเมินผลว่าความชัดเจนเพิ่มขึ้นหรือไม่

เมื่อทีมคุ้นเคยกับกระบวนการแล้ว การขยาย RACI ไปครอบคลุมกระบวนการอื่นจะทำได้เร็วขึ้นมาก


หากต้องการนำผลจาก RACI ไปพัฒนา JD ให้ครบถ้วนและตรงกับมาตรฐาน ทีม Triple I พร้อมช่วยออกแบบกระบวนการวิเคราะห์งานตั้งแต่ต้นจนได้ JD ที่พร้อมใช้งานจริง นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษาของเรา

คำถามที่พบบ่อย

ตารางความรับผิดชอบ RACI แตกต่างจาก JD อย่างไร

JD อธิบายขอบเขตงานและคุณสมบัติของตำแหน่งหนึ่งๆ ส่วน RACI แสดงความสัมพันธ์ระหว่างหลายตำแหน่งกับแต่ละกิจกรรม ทั้งสองใช้ร่วมกันได้ดี โดย RACI ช่วยให้ JD มีความชัดเจนและไม่ทับซ้อนกัน

R กับ A ใน RACI ต่างกันอย่างไร

R (Responsible) คือผู้ลงมือทำงานจริง อาจมีได้หลายคนต่องานหนึ่ง ส่วน A (Accountable) คือผู้รับผิดชอบสุดท้ายและมีอำนาจอนุมัติ มีได้เพียงคนเดียวต่องานหนึ่งเท่านั้น การสับสนระหว่างสองบทบาทนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจในองค์กรล่าช้า

ควรทำ RACI เมื่อไหร่

ควรทำเมื่อเริ่มโครงการใหม่ เมื่อขยายทีมหรือปรับโครงสร้างองค์กร และเมื่อพบปัญหางานหล่นระหว่างทีม นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากเมื่อต้องการทบทวนและปรับปรุง JD ให้ทันสมัย

องค์กรขนาดเล็กจำเป็นต้องทำ RACI หรือไม่

องค์กรขนาดเล็กที่มีทีม 5-15 คนก็ได้ประโยชน์จาก RACI เพราะเมื่อพนักงานน้อย แต่ละคนมักรับงานหลายบทบาท ทำให้ขอบเขตความรับผิดชอบยิ่งต้องชัดเจน RACI ขนาดเล็กที่ครอบคลุมกระบวนการหลักก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องละเอียดเหมือนองค์กรขนาดใหญ่

RACI ช่วยเรื่อง PDPA ได้อย่างไร

ในบริบทของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 RACI ช่วยกำหนดว่าตำแหน่งใดเป็นผู้รับผิดชอบสุดท้าย (A) ในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และตำแหน่งใดเป็นผู้ปฏิบัติ (R) ทำให้ตอบคำถามจากหน่วยงานกำกับดูแลได้ชัดเจนขึ้น


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี