ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ตัวชี้วัดความหลากหลายในองค์กร: วัดอะไรบ้าง

ตัวชี้วัดความหลากหลายในองค์กรคือชุดตัวเลขและข้อมูลที่ใช้สะท้อนว่าองค์กรมีความแตกต่างของคนมากน้อยเพียงใด และคนเหล่านั้นรู้สึกมีส่วนร่วมจริงหรือไม่ แบ่งได้เป็นตัวชี้วัดเชิงโครงสร้าง เช่น สัดส่วนเพศและช่วงอายุ และตัวชี้วัดเชิงความรู้สึก เช่น คะแนนความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร การวัดทั้งสองกลุ่มร่วมกันจึงให้ภาพที่ครบถ้วน

บทความนี้จะพาไปดูว่าตัวชี้วัดความหลากหลายมีอะไรบ้าง แต่ละตัววัดอะไร เหตุใดการวัดเฉพาะสัดส่วนจึงไม่พอ และองค์กรไทยควรเริ่มต้นวัดอย่างไรโดยคำนึงถึง PDPA


ตัวชี้วัดความหลากหลายในองค์กรคืออะไร

ตัวชี้วัดความหลากหลาย (diversity metrics) คือชุดข้อมูลที่ใช้ติดตามองค์ประกอบของพนักงานและคุณภาพของสภาพแวดล้อมการทำงาน เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพื่อรายงานตัวเลข แต่เพื่อให้องค์กรเห็นว่ากลุ่มใดได้รับโอกาสน้อยกว่า กลุ่มใดลาออกมากกว่า และจุดใดที่ระบบบริหารคนยังไม่เปิดกว้างเท่าที่ควร

โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือตัวชี้วัดเชิงโครงสร้าง (representation metrics) ซึ่งวัด “องค์ประกอบ” ของคนในองค์กร เช่น สัดส่วนเพศ ช่วงอายุ และสัดส่วนคนพิการ กลุ่มที่สองคือตัวชี้วัดเชิงประสบการณ์ (experience metrics) ซึ่งวัด “ความรู้สึก” ของพนักงาน เช่น ความรู้สึกได้รับการยอมรับและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

ประเด็นสำคัญคือตัวเลขสัดส่วนเพียงอย่างเดียวบอกได้แค่ว่าองค์กรมีความหลากหลายในเชิงปริมาณ แต่ไม่ได้บอกว่าคนกลุ่มต่าง ๆ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งจริงหรือไม่ ด้วยเหตุนี้กรอบการวัดที่ดีจึงมักรวมทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน


ตัวชี้วัดเชิงโครงสร้างมีอะไรบ้าง

ตัวชี้วัดกลุ่มนี้ใช้ข้อมูลที่มักมีอยู่แล้วในระบบบุคคลหรือ HRIS (ระบบสารสนเทศทรัพยากรบุคคล) จึงเริ่มต้นวัดได้ทันที ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่

สัดส่วนเพศแยกตามระดับตำแหน่ง ไม่ใช่เพียงสัดส่วนเพศรวมทั้งองค์กร แต่ดูลงไปถึงแต่ละระดับ เพราะองค์กรอาจมีสัดส่วนเพศที่สมดุลในระดับปฏิบัติการ แต่ผู้นำระดับบริหารกลับกระจุกอยู่ที่เพศใดเพศหนึ่ง

ช่วงอายุของพนักงาน สะท้อนความหลากหลายของวัยและประสบการณ์ องค์กรที่กระจุกอยู่ในช่วงอายุเดียวอาจเสี่ยงต่อการขาดการถ่ายทอดความรู้ระหว่างรุ่น

สัดส่วนผู้นำหญิงในระดับบริหาร เป็นตัวชี้วัดที่หลายองค์กรใช้ติดตามความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพอย่างเป็นธรรม

สัดส่วนการจ้างงานคนพิการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง องค์กรควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

อัตราการรักษาพนักงานและอัตราการลาออกแยกตามกลุ่ม หากกลุ่มใดมีอัตราการลาออกสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน อาจเป็นสัญญาณว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้กลุ่มนั้นอยู่ได้ยากกว่า


ตัวชี้วัดเชิงความรู้สึกและการมีส่วนร่วมวัดอะไร

ความหลากหลายกับการมีส่วนร่วมเป็นคนละเรื่อง องค์กรอาจมีองค์ประกอบที่หลากหลายมากในเชิงตัวเลข แต่ถ้าคนกลุ่มน้อยรู้สึกว่าความเห็นไม่ถูกรับฟัง หรือไม่ได้รับโอกาสเท่าเทียม ความหลากหลายนั้นก็ไม่ได้แปลงเป็นคุณค่าให้องค์กร ตัวชี้วัดเชิงความรู้สึกจึงเข้ามาเติมเต็มส่วนนี้

ตัวอย่างเช่น คะแนนความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร (sense of belonging) ที่วัดผ่านแบบสำรวจ โดยถามว่าพนักงานรู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับและสามารถเป็นตัวเองในที่ทำงานได้มากน้อยเพียงใด อีกตัวชี้วัดหนึ่งคือความรู้สึกว่าได้รับโอกาสก้าวหน้าอย่างเป็นธรรม ซึ่งช่วยชี้จุดที่พนักงานบางกลุ่มอาจมองว่าเส้นทางอาชีพไม่เปิดกว้างเท่ากัน

หลายองค์กรยังนำคะแนนความผูกพัน (engagement) มาวิเคราะห์แบบแยกกลุ่ม เพื่อดูว่าคะแนนของแต่ละกลุ่มแตกต่างกันหรือไม่ การวัดเชิงความรู้สึกแบบนี้มักทำผ่านแบบสำรวจที่ไม่ระบุตัวตน เพื่อให้พนักงานตอบได้อย่างตรงไปตรงมา และควรออกแบบให้เชื่อมโยงกับระบบประเมินผลและพัฒนาคนขององค์กร เพื่อให้ข้อมูลนำไปสู่การปรับปรุงจริง ไม่ใช่เก็บไว้เป็นรายงานที่ไม่มีใครใช้


ทำไมการวัดเฉพาะสัดส่วนจึงไม่เพียงพอ

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โครงการด้านความหลากหลายในหลายองค์กรไม่เห็นผลคือการมุ่งไปที่ตัวเลขสัดส่วนเพียงอย่างเดียว เช่น ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเพศใดเพศหนึ่งให้ถึงระดับที่กำหนด โดยไม่ได้ดูว่าคนกลุ่มนั้นอยู่ในองค์กรได้นานหรือก้าวหน้าได้จริงหรือไม่

ลองนึกภาพองค์กรสมมติที่เพิ่มสัดส่วนพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ตามเป้าในปีแรก แต่กลับพบว่ากลุ่มเดียวกันนั้นมีอัตราการลาออกสูงกว่ากลุ่มอื่นในปีถัดมา ตัวเลขสัดส่วนที่สวยงามจึงปิดบังปัญหาที่แท้จริงเรื่องการรักษาคนและการมีส่วนร่วม กรณีเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าตัวชี้วัดเชิงโครงสร้างและเชิงความรู้สึกต้องอ่านควบคู่กันเสมอ

นอกจากนี้ การตั้งตัวชี้วัดโดยไม่ผูกกับการกระทำที่ตามมาก็ทำให้ข้อมูลไม่เกิดประโยชน์ ตัวชี้วัดที่ดีควรนำไปสู่คำถามว่า “เราจะปรับกระบวนการสรรหา การประเมิน หรือการพัฒนาคนอย่างไร” ไม่ใช่เพียงรายงานตัวเลขในที่ประชุมประจำปี

หากองค์กรต้องการเชื่อมตัวชี้วัดเหล่านี้เข้ากับระบบประเมินผลและการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ บริการ SPMS ของ Triple I ช่วยออกแบบระบบบริหารผลงานที่นำตัวชี้วัดด้านคนมาใช้ติดตามและปรับปรุงได้จริง


องค์กรไทยควรเริ่มต้นวัดความหลากหลายอย่างไร

องค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กที่ยังไม่เคยวัดเรื่องนี้มักกังวลว่าต้องลงทุนเครื่องมือราคาแพง ในทางปฏิบัติสามารถเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้วและขยายในภายหลังได้

จุดเริ่มต้นที่เป็นภาระน้อยที่สุดคือตัวชี้วัดเชิงโครงสร้างที่ดึงจากระบบบุคคลได้ทันที เช่น สัดส่วนเพศแยกตามระดับ ช่วงอายุ และอัตราการลาออกแยกตามกลุ่ม ข้อมูลเหล่านี้มีอยู่แล้วในทะเบียนพนักงาน จึงไม่ต้องทำแบบสำรวจใหม่ เมื่อองค์กรคุ้นเคยกับการอ่านข้อมูลกลุ่มนี้แล้ว จึงค่อยเพิ่มแบบสำรวจความรู้สึกในรอบถัดไป

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลบางประเภท เช่น ข้อมูลสุขภาพหรือความพิการ ถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวตาม PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) องค์กรควรเก็บเท่าที่จำเป็น แจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน และรายงานผลในรูปแบบภาพรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล เพื่อรักษาความไว้วางใจของพนักงาน

อีกแนวทางที่ช่วยให้การวัดมีความหมายคือการตั้งตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับ KPI (ตัวชี้วัดผลงานหลัก) ของฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบติดตามและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สำหรับองค์กรที่กำลังออกแบบระบบตัวชี้วัด บทความ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร อธิบายความแตกต่างของเครื่องมือตั้งเป้าที่นำมาประยุกต์กับตัวชี้วัดด้านคนได้


สรุป

ตัวชี้วัดความหลากหลายในองค์กรที่มีประโยชน์ต้องประกอบด้วยทั้งตัวชี้วัดเชิงโครงสร้าง เช่น สัดส่วนเพศแยกตามระดับ ช่วงอายุ และอัตราการลาออกแยกตามกลุ่ม และตัวชี้วัดเชิงความรู้สึก เช่น คะแนนความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพราะตัวเลขสัดส่วนเพียงอย่างเดียวไม่อาจบอกได้ว่าคนทุกกลุ่มรู้สึกมีส่วนร่วมจริงหรือไม่ องค์กรไทยควรเริ่มจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว คำนึงถึง PDPA และผูกตัวชี้วัดเข้ากับการกระทำที่ตามมา ไม่ใช่เพียงรายงานตัวเลข

หากต้องการคำแนะนำในการออกแบบระบบบริหารผลงานที่นำตัวชี้วัดด้านคนมาใช้ติดตามและพัฒนาได้จริง ทีมที่ปรึกษา Triple I พร้อมให้คำแนะนำ นัดคุยฟรีได้ที่นี่

คำถามที่พบบ่อย

ตัวชี้วัดความหลากหลายในองค์กรมีอะไรบ้าง

ตัวชี้วัดที่ใช้บ่อยแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือตัวชี้วัดเชิงโครงสร้าง เช่น สัดส่วนเพศในแต่ละระดับ ช่วงอายุของพนักงาน สัดส่วนคนพิการ และสัดส่วนผู้นำหญิงในระดับบริหาร กลุ่มที่สองคือตัวชี้วัดเชิงความรู้สึกและการมีส่วนร่วม เช่น คะแนนความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และอัตราการลาออกแยกตามกลุ่ม การวัดทั้งสองกลุ่มร่วมกันจะให้ภาพที่ครบถ้วนกว่าการดูตัวเลขสัดส่วนเพียงอย่างเดียว

ความหลากหลาย (diversity) กับการมีส่วนร่วม (inclusion) ต่างกันอย่างไร

ความหลากหลายหมายถึงองค์ประกอบของคนในองค์กรว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด เช่น เพศ อายุ พื้นเพ ส่วนการมีส่วนร่วมหมายถึงระดับที่คนเหล่านั้นรู้สึกได้รับการยอมรับและมีส่วนร่วมจริง องค์กรอาจมีความหลากหลายสูงแต่การมีส่วนร่วมต่ำได้ ดังนั้นการวัดเฉพาะสัดส่วนจึงไม่เพียงพอ ต้องวัดความรู้สึกของพนักงานควบคู่ไปด้วย

องค์กร SME ควรเริ่มวัดความหลากหลายจากตัวชี้วัดใดก่อน

องค์กรขนาดเล็กถึงกลางควรเริ่มจากตัวชี้วัดที่มีข้อมูลอยู่แล้วในระบบบุคคล เช่น สัดส่วนเพศแยกตามระดับตำแหน่ง ช่วงอายุของพนักงาน และอัตราการลาออกแยกตามกลุ่ม เพราะดึงข้อมูลได้ทันทีโดยไม่ต้องทำแบบสำรวจใหม่ เมื่อคุ้นเคยแล้วจึงค่อยเพิ่มตัวชี้วัดเชิงความรู้สึกผ่านแบบสำรวจในภายหลัง

ควรวัดตัวชี้วัดความหลากหลายบ่อยแค่ไหน

ตัวชี้วัดเชิงโครงสร้างที่ดึงจากระบบบุคคลสามารถทบทวนได้ทุกไตรมาสหรือทุกครึ่งปีโดยไม่เป็นภาระ ส่วนตัวชี้วัดเชิงความรู้สึกที่ต้องใช้แบบสำรวจมักวัดปีละหนึ่งถึงสองครั้ง เพื่อให้พนักงานมีเวลาเห็นการเปลี่ยนแปลงและไม่รู้สึกว่าถูกสำรวจถี่เกินไป

การเก็บข้อมูลความหลากหลายต้องระวังเรื่อง PDPA หรือไม่

ต้องระวัง เพราะข้อมูลบางประเภท เช่น ข้อมูลสุขภาพหรือความพิการ ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวตาม PDPA องค์กรควรเก็บเท่าที่จำเป็น แจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ขอความยินยอมเมื่อกฎหมายกำหนด และรายงานผลในรูปแบบภาพรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล เพื่อให้พนักงานมั่นใจว่าข้อมูลถูกใช้อย่างเหมาะสม


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี