ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

KPI ฝ่ายประกันและควบคุมคุณภาพ: วัดอะไร ตั้งอย่างไรให้ตรงงาน

KPI ฝ่ายประกันและควบคุมคุณภาพ (QA/QC) คือชุดตัวชี้วัดที่สะท้อนว่าองค์กรส่งมอบคุณภาพได้ตามมาตรฐานหรือไม่ ครอบคลุมสามด้านหลัก คือ คุณภาพที่ถึงมือลูกค้า คุณภาพภายในกระบวนการ และความเร็วในการตอบสนองปัญหา ตัวชี้วัดที่ใช้บ่อย เช่น อัตราของเสีย อัตราผ่านครั้งแรก และจำนวนข้อร้องเรียนลูกค้า

บทความนี้รวมตัวชี้วัดหลักของฝ่ายคุณภาพ พร้อมสูตรคำนวณมาตรฐาน และวิธีตั้ง KPI ที่ไม่ทำให้ฝ่ายคุณภาพกับฝ่ายผลิตขัดแย้งกันเอง

KPI ฝ่ายประกันและควบคุมคุณภาพ วัดอะไรบ้าง

ฝ่ายคุณภาพมีหน้าที่สองด้านที่ต่างกันแต่เชื่อมกัน คือ การควบคุมคุณภาพ (Quality Control — QC) ที่เน้นตรวจจับของเสียก่อนถึงมือลูกค้า และการประกันคุณภาพ (Quality Assurance — QA) ที่เน้นป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำตั้งแต่ในระบบ KPI ที่ดีจึงต้องวัดทั้งการ “จับได้” และการ “กันไม่ให้เกิด”

ตัวชี้วัดของฝ่ายคุณภาพมักจัดกลุ่มได้สามด้าน

  1. คุณภาพที่ถึงมือลูกค้า — สะท้อนว่าของที่หลุดออกไปมีปัญหาแค่ไหน เช่น จำนวนข้อร้องเรียน อัตราการคืนสินค้า หรืออัตราของเสียที่ลูกค้าตรวจพบ
  2. คุณภาพภายในกระบวนการ — สะท้อนว่ากระบวนการผลิตเองมีของเสียมากน้อยเพียงใด เช่น อัตราของเสีย อัตราผ่านครั้งแรก หรือต้นทุนงานแก้ไข
  3. ความเร็วและประสิทธิผลในการตอบสนอง — สะท้อนว่าเมื่อเจอปัญหาแล้วทีมแก้ได้เร็วและแก้ตรงรากเหง้าหรือไม่ เช่น เวลาปิดประเด็นข้อบกพร่อง หรือสัดส่วนปัญหาที่ไม่กลับมาเกิดซ้ำ

ตัวชี้วัดหลักของฝ่ายคุณภาพ พร้อมสูตรคำนวณ

ต่อไปนี้คือตัวชี้วัดที่ใช้บ่อย พร้อมนิยามและสูตรมาตรฐาน

อัตราของเสีย (Defect Rate) สัดส่วนของชิ้นงานที่ไม่ผ่านมาตรฐานเทียบกับจำนวนที่ผลิตทั้งหมด

อัตราของเสีย = (จำนวนของเสีย ÷ จำนวนที่ผลิตทั้งหมด) × 100

อัตราผ่านครั้งแรก (First Pass Yield — FPY) สัดส่วนของงานที่ผ่านมาตรฐานตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่ต้องแก้ไขหรือทำซ้ำ ตัวนี้สำคัญเพราะของที่ “แก้แล้วผ่าน” ยังถือว่าเกิดต้นทุนและเวลาไปแล้ว

อัตราผ่านครั้งแรก = (จำนวนงานที่ผ่านครั้งแรก ÷ จำนวนงานทั้งหมดที่เริ่มผลิต) × 100

อัตราข้อร้องเรียนลูกค้า จำนวนข้อร้องเรียนเทียบกับปริมาณที่ส่งมอบในช่วงเวลาเดียวกัน มักวัดเป็นจำนวนต่อล้านหน่วย หรือต่อจำนวนการส่งมอบ

ต้นทุนงานแก้ไขและงานทิ้ง (Cost of Rework and Scrap) มูลค่าที่เสียไปกับการแก้งานและทิ้งของเสีย เป็นตัวที่แปลงคุณภาพให้เป็นภาษาเงินที่ผู้บริหารเข้าใจง่าย

เวลาปิดประเด็นข้อบกพร่อง (Issue Closure Time) ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่พบปัญหาจนแก้ไขและปิดประเด็นได้สำเร็จ สะท้อนความคล่องตัวของฝ่าย QA ในการจัดการปัญหาเชิงระบบ

ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ — สมมติว่าโรงงานหนึ่งผลิต 10,000 ชิ้นในเดือนหนึ่ง มีของเสีย 300 ชิ้น และในจำนวนนี้มี 200 ชิ้นที่นำกลับไปแก้แล้วผ่าน อัตราของเสียจะเท่ากับ 3% แต่อัตราผ่านครั้งแรกจะต่ำกว่าที่หลายคนคิด เพราะของที่ต้องแก้ก่อนผ่านไม่นับเป็น “ผ่านครั้งแรก” ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ค่าอ้างอิงจริง

ตั้ง KPI คุณภาพอย่างไรไม่ให้ขัดกับฝ่ายผลิต

ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อตั้ง KPI ฝ่ายคุณภาพ คือการวัดที่ทำให้สองฝ่ายดึงกันคนละทาง สาเหตุหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องคือ การให้รางวัลฝ่ายผลิตจากปริมาณล้วน ในขณะที่วัดฝ่ายคุณภาพจากของเสียล้วน เมื่อแรงจูงใจสวนทางกัน ทีมหนึ่งเร่งจำนวน อีกทีมเบรกเพื่อกันของเสีย และอาจส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างฝ่ายในระยะยาว

แนวทางที่ช่วยลดความขัดแย้งนี้ได้ ได้แก่

  1. ใช้ตัวชี้วัดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบ — เช่น อัตราผ่านครั้งแรก ซึ่งดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งผลิตและคุณภาพทำงานสอดคล้องกัน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งฝ่ายเดียว
  2. แยกตัวชี้วัด “ป้องกัน” ออกจาก “จับได้” — ให้ QA มี KPI ด้านการลดการเกิดซ้ำของปัญหา ไม่ใช่แค่จำนวนของเสียที่ตรวจเจอ มิฉะนั้นการ “เจอของเสียมาก” อาจถูกตีความผิดว่าทำงานดีหรือทำงานแย่
  3. วัดต้นทุนคุณภาพเป็นภาพรวม — รวมทั้งต้นทุนงานแก้ไข งานทิ้ง และต้นทุนการป้องกัน เพื่อให้เห็นว่าการลงทุนป้องกันช่วยลดต้นทุนปลายทางอย่างไร
  4. ระวัง KPI ที่จูงใจให้ปกปิด — ถ้าวัดเฉพาะ “จำนวนของเสียที่รายงาน” โดยไม่มองภาพรวม ทีมอาจเสี่ยงต่อการไม่อยากรายงานปัญหาที่แท้จริง

หลักคิดสำคัญคือ KPI ฝ่ายคุณภาพไม่ใช่เครื่องมือจับผิดฝ่ายผลิต แต่เป็นเครื่องมือร่วมที่ทำให้ทั้งองค์กรส่งมอบของดีได้ตั้งแต่ครั้งแรก หากต้องการเทียบกับการตั้งเป้าแบบ OKR ที่เน้นเป้าหมายท้าทายมากกว่าการวัดงานประจำ อ่านเพิ่มได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร

KPI คุณภาพควรเชื่อมกับเป้าหมายองค์กรอย่างไร

ตัวชี้วัดคุณภาพจะมีพลังก็ต่อเมื่อมันสืบกลับไปหาเป้าหมายขององค์กรได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าองค์กรตั้งเป้าเรื่องการรักษาลูกค้า KPI อย่างอัตราข้อร้องเรียนและอัตราการคืนสินค้าก็ควรเป็นตัวชี้วัดที่ฝ่ายคุณภาพต้องตอบ ไม่ใช่ตั้งตัวเลขขึ้นมาลอย ๆ เพียงเพราะวัดง่าย

ลองนึกภาพองค์กรที่มี KPI คุณภาพครบทุกตัว แต่ไม่มีตัวไหนเชื่อมกับกลยุทธ์เลย ผลที่ได้คือฝ่ายคุณภาพทำงานหนักแต่ผู้บริหารไม่เห็นคุณค่า เพราะตัวเลขไม่ได้พูดภาษาเดียวกับเป้าหมายธุรกิจ การออกแบบ KPI ที่ดีจึงเริ่มจากคำถามว่า “คุณภาพระดับใดที่ลูกค้าและธุรกิจต้องการ” ก่อนจะเลือกว่าจะวัดอะไร

สรุป

KPI ฝ่ายประกันและควบคุมคุณภาพที่ใช้ได้จริงควรครอบคลุมทั้งคุณภาพที่ถึงลูกค้า คุณภาพในกระบวนการ และความเร็วในการแก้ปัญหา โดยเลือกใช้ตัวชี้วัดที่มีนิยามและสูตรชัดเจน เช่น อัตราของเสียและอัตราผ่านครั้งแรก และที่สำคัญคือออกแบบให้ไม่ขัดกับ KPI ฝ่ายผลิต แต่ทำให้สองฝ่ายร่วมรับผิดชอบคุณภาพไปด้วยกัน

หากองค์กรของคุณกำลังออกแบบ KPI ฝ่ายคุณภาพให้เชื่อมกับกลยุทธ์และวัดผลได้อย่างเป็นระบบ ดูแนวทางได้ที่ ระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS) ถ้าทำเองได้ก็ดี แต่ถ้าอยากมีคนช่วยมองในมุมที่เป็นกลางระหว่างฝ่ายคุณภาพกับฝ่ายผลิต เราอยู่ตรงนี้ คำถามที่อยากชวนคิดต่อคือ KPI คุณภาพที่ใช้อยู่ตอนนี้ ทำให้ทีมร่วมมือกันมากขึ้น หรือกำลังทำให้ต่างฝ่ายต่างปกป้องตัวเลขของตัวเอง

คำถามที่พบบ่อย

KPI ฝ่ายประกันและควบคุมคุณภาพควรมีกี่ตัว

โดยทั่วไปสามถึงหกตัวต่อฝ่ายเพียงพอสำหรับการบริหาร ควรครอบคลุมทั้งคุณภาพที่ส่งถึงลูกค้า คุณภาพภายในกระบวนการ และความรวดเร็วในการตอบสนองปัญหา มากกว่านั้นมักทำให้ทีมโฟกัสไม่ออก

KPI ของ QA กับ QC ต่างกันอย่างไร

QC เน้นตรวจจับของเสียในกระบวนการและสินค้า ตัวชี้วัดจึงเป็นอัตราของเสียและการตรวจพบ ส่วน QA เน้นป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่ต้น ตัวชี้วัดจึงเป็นความสอดคล้องกับมาตรฐานและประสิทธิผลของการแก้ปัญหาเชิงระบบ

ตั้ง KPI คุณภาพอย่างไรไม่ให้ขัดกับ KPI ฝ่ายผลิต

หลีกเลี่ยงการตั้ง KPI ที่ให้รางวัลฝ่ายผลิตจากปริมาณล้วน แล้วลงโทษฝ่ายคุณภาพจากของเสียล้วน ควรมีตัวชี้วัดร่วม เช่น อัตราผ่านครั้งแรก ที่ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบร่วมกัน

Defect rate กับ First Pass Yield ต่างกันอย่างไร

Defect rate วัดสัดส่วนของเสียต่อจำนวนที่ผลิต ส่วน First Pass Yield วัดสัดส่วนงานที่ผ่านมาตรฐานตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่ต้องแก้ไขซ้ำ ทั้งสองตัวมองคนละมุมของคุณภาพเดียวกัน


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี