การอบรมที่กฎหมายไทยกำหนด: HR ต้องจัดอะไรบ้าง
การอบรมที่กฎหมายไทยกำหนด คือการฝึกอบรมที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดให้ลูกจ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่สิ่งที่เลือกทำตามความสมัครใจ กลุ่มหลักที่พบบ่อยได้แก่ การอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงาน การอบรมก่อนเริ่มงานในงานเสี่ยง และการพัฒนาฝีมือแรงงานในบางสาขา ขอบเขตที่ต้องจัดขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและลักษณะงานขององค์กร
บทความนี้จะพาไปดูว่าการอบรมประเภทใดบ้างที่มักเข้าข่ายข้อกำหนดตามกฎหมาย ใครมีหน้าที่จัด ทำไมการแยกการอบรมตามกฎหมายออกจากการพัฒนาทักษะทั่วไปจึงสำคัญ และจะวางระบบให้องค์กรติดตามได้ครบทั้งสองส่วนอย่างไร
การอบรมที่กฎหมายไทยกำหนดมีกลุ่มใดบ้าง
ในทางปฏิบัติ การอบรมที่นายจ้างมีหน้าที่จัดตามกฎหมายไทยมักแบ่งได้เป็นกลุ่มหลักดังนี้
กลุ่มที่ 1 การอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด ครอบคลุมการอบรมให้ลูกจ้างทั่วไปเข้าใจความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ในระดับต่าง ๆ และคณะกรรมการความปลอดภัยของสถานประกอบการ ตามที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำกับดูแล
กลุ่มที่ 2 การอบรมก่อนเริ่มงานหรือก่อนปฏิบัติงานเฉพาะ สำหรับงานที่มีลักษณะเสี่ยง เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร สารเคมี งานในที่อับอากาศ หรืองานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ ลูกจ้างมักต้องผ่านการอบรมก่อนได้รับมอบหมายให้ทำงานนั้น
กลุ่มที่ 3 การพัฒนาฝีมือแรงงานในสาขาที่ควบคุมตามกฎหมาย บางสาขาวิชาชีพกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานต้องผ่านการรับรองความรู้ความสามารถ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน องค์กรที่มีพนักงานในสาขาเหล่านี้จึงมีหน้าที่ดูแลให้พนักงานได้รับการอบรมและรับรองตามที่กำหนด
ขอบเขตและรายละเอียดที่แต่ละองค์กรต้องจัดขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ จำนวนลูกจ้าง และลักษณะงาน องค์กรจึงควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะของกิจการตนเองกับหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง และในที่นี้จะไม่อ้างอิงเลขมาตราหรือบทลงโทษเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน
ใครในองค์กรมีหน้าที่ดูแลการอบรมตามกฎหมาย
หน้าที่ตามกฎหมายอยู่ที่นายจ้างหรือองค์กรเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติงานนี้มักกระจายไปยังหลายฝ่าย
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) มักรับบทบาทประสานงาน จัดตารางอบรม เก็บหลักฐาน และติดตามว่าพนักงานคนใดอบรมครบหรือยัง
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานและคณะกรรมการความปลอดภัยมีบทบาทสำคัญในส่วนของการอบรมด้านความปลอดภัย โดยร่วมวางแผนและดูแลให้การอบรมสอดคล้องกับลักษณะงานจริง
หัวหน้างานในแต่ละสายงานมีบทบาทในการระบุว่างานใดมีความเสี่ยงและพนักงานคนใดต้องผ่านการอบรมก่อนเริ่มงาน เพราะหัวหน้างานเป็นผู้ที่เข้าใจเนื้องานในระดับปฏิบัติการมากที่สุด
หนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้การอบรมตามกฎหมายตกหล่นคือการไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน เมื่อทุกคนคิดว่าเป็นหน้าที่ของอีกฝ่าย การติดตามจึงไม่ครบถ้วน การกำหนดผู้รับผิดชอบและขั้นตอนที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้
ทำไมต้องแยกการอบรมตามกฎหมายออกจากการพัฒนาทักษะทั่วไป
หลายองค์กรรวมการอบรมทุกประเภทไว้ในแผนฝึกอบรมเดียวกันโดยไม่แยกประเภท ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการได้
ประการแรก การอบรมตามกฎหมายเป็นข้อบังคับที่ต้องจัดให้ครบและตรงเวลา ส่วนการพัฒนาทักษะทั่วไปเป็นการลงทุนตามความพร้อมและลำดับความสำคัญขององค์กร เมื่อปนกัน การอบรมที่เป็นข้อบังคับอาจถูกเลื่อนหรือมองข้ามเพราะถูกจัดลำดับเหมือนหลักสูตรพัฒนาทั่วไป
ประการที่สอง การติดตามและเก็บหลักฐานมีความสำคัญต่างกัน การอบรมตามกฎหมายต้องมีบันทึกที่ชัดเจนว่าใครอบรมครบ เมื่อไร และมีหลักฐานหรือใบรับรองหรือไม่ เพื่อแสดงการปฏิบัติตามเมื่อจำเป็น ส่วนการพัฒนาทักษะทั่วไปเน้นการเชื่อมโยงกับเป้าหมายการเติบโตของพนักงานมากกว่า
ประการที่สาม การแยกประเภทช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมว่ามีช่องว่างตรงไหน ตัวอย่างเช่น สมมติว่าองค์กรหนึ่งพบว่าพนักงานในสายการผลิตยังอบรมความปลอดภัยไม่ครบ การมีข้อมูลแยกประเภทจะช่วยให้เห็นปัญหานี้ก่อนที่จะเกิดเหตุ แทนที่จะกลบอยู่ในรายการอบรมรวม
การแยกประเภทไม่ได้หมายความว่าต้องมีสองระบบ แต่หมายถึงการจัดหมวดในระบบเดียวกันให้ชัด เพื่อให้ทั้งการปฏิบัติตามกฎหมายและการพัฒนาบุคลากรเดินไปพร้อมกันได้
จะวางระบบติดตามการอบรมให้ครบถ้วนได้อย่างไร
การจัดการอบรมให้ครบทั้งส่วนที่กฎหมายกำหนดและส่วนพัฒนาทักษะ จำเป็นต้องมีระบบที่บันทึกและติดตามได้ ไม่ใช่พึ่งความจำหรือไฟล์กระจัดกระจาย
องค์กรควรเริ่มจากการจัดทำทะเบียนหลักสูตรที่จำเป็น โดยระบุว่าหลักสูตรใดเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย กลุ่มงานหรือตำแหน่งใดต้องเข้าอบรม และความถี่ในการอบรมหรือต่ออายุการรับรอง จากนั้นจึงผูกข้อมูลนี้เข้ากับรายชื่อพนักงาน เพื่อให้เห็นว่าใครยังอบรมไม่ครบ
ระบบบริหารผลการปฏิบัติงานและการพัฒนาบุคลากร (SPMS) ช่วยรวมข้อมูลการอบรมตามกฎหมายและการพัฒนาทักษะไว้ในที่เดียว ทำให้ HR ติดตามได้ว่าพนักงานแต่ละคนอบรมครบตามที่กำหนดหรือไม่ และเชื่อมโยงผลการอบรมเข้ากับแผนพัฒนารายบุคคลและการประเมินผลงานได้ บริการ SPMS ของ Triple I ช่วยออกแบบโครงสร้างการติดตามนี้ให้สอดคล้องกับลักษณะองค์กร
นอกจากนี้ การเชื่อมการอบรมเข้ากับเป้าหมายผลงานและตัวชี้วัดยังช่วยให้แผนพัฒนามีทิศทางชัดเจนขึ้น องค์กรที่ต้องการเข้าใจการตั้งเป้าหมายและตัวชี้วัดที่เชื่อมกับการพัฒนาสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร ซึ่งอธิบายแนวคิดที่นำไปออกแบบแผนพัฒนาและประเมินผลได้
การอบรมตามกฎหมายเชื่อมกับการพัฒนาบุคลากรได้อย่างไร
แม้การอบรมตามกฎหมายจะเป็นข้อบังคับ แต่ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรได้ เมื่อพนักงานเห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการพัฒนาอย่างจริงจัง การอบรมที่เป็นข้อบังคับจะไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงพิธีกรรม
ในทางปฏิบัติ องค์กรสามารถวางแผนฝึกอบรมประจำปีที่รวมทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรพัฒนาทักษะ โดยให้ทั้งสองส่วนสนับสนุนเป้าหมายขององค์กรไปด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การอบรมความปลอดภัยในสายการผลิตอาจต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ซึ่งเป็นทั้งการลดความเสี่ยงและการยกระดับความสามารถของทีม
เมื่อข้อมูลการอบรมทั้งหมดถูกบันทึกในระบบเดียวกัน องค์กรจะมองเห็นภาพรวมของการพัฒนาบุคลากรได้ชัดเจน ทั้งในแง่การปฏิบัติตามกฎหมายและการเติบโตของพนักงาน ซึ่งเป็นรากฐานของการบริหารทรัพยากรบุคคลที่เชื่อมโยงกัน
สรุป
การอบรมที่กฎหมายไทยกำหนดเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องจัดให้ครบ ครอบคลุมการอบรมด้านความปลอดภัย การอบรมก่อนเริ่มงานในงานเสี่ยง และการพัฒนาฝีมือแรงงานในสาขาที่ควบคุม โดยขอบเขตขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและลักษณะงาน การแยกการอบรมตามกฎหมายออกจากการพัฒนาทักษะทั่วไป และการมีระบบติดตามที่ชัดเจน ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายได้ครบและพัฒนาบุคลากรไปพร้อมกัน องค์กรควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะของกิจการกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อความถูกต้อง
หากต้องการวางระบบติดตามการอบรมและเชื่อมเข้ากับการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ ทีมที่ปรึกษา Triple I พร้อมให้คำแนะนำ นัดคุยฟรีได้ที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
การอบรมที่กฎหมายไทยกำหนดมีอะไรบ้าง
กลุ่มที่พบบ่อยได้แก่ การอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับลูกจ้างและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย การอบรมก่อนเริ่มงานในบางลักษณะงานเสี่ยง และการพัฒนาฝีมือแรงงานในสาขาที่ควบคุมตามกฎหมาย ทั้งนี้รายละเอียดและขอบเขตขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ขนาดสถานประกอบการ และลักษณะงาน องค์กรควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อความถูกต้อง
นายจ้างไม่จัดอบรมตามที่กฎหมายกำหนดได้ไหม
การอบรมที่กฎหมายกำหนดถือเป็นหน้าที่ของนายจ้าง ไม่ใช่สิ่งที่เลือกทำหรือไม่ทำได้ตามความสมัครใจ การไม่ปฏิบัติตามอาจมีผลทางกฎหมายและความรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ องค์กรจึงควรจัดให้ครบและเก็บหลักฐานการอบรมไว้ ทั้งนี้บทลงโทษและเงื่อนไขเฉพาะควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง
การอบรมความปลอดภัยตามกฎหมายต่างจากการอบรมพัฒนาทักษะทั่วไปอย่างไร
การอบรมความปลอดภัยที่กฎหมายกำหนดมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของลูกจ้าง และเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย ส่วนการอบรมพัฒนาทักษะทั่วไปเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับความสามารถของพนักงานตามแผนพัฒนาบุคลากรขององค์กร ทั้งสองส่วนควรอยู่ในแผนฝึกอบรมเดียวกัน แต่แยกประเภทให้ชัดเพื่อให้ติดตามการปฏิบัติตามกฎหมายและการพัฒนาได้ครบถ้วน
องค์กร SME ขนาดเล็กต้องจัดการอบรมตามกฎหมายเหมือนองค์กรใหญ่หรือไม่
ข้อกำหนดหลายอย่างขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ จำนวนลูกจ้าง และลักษณะงาน องค์กรขนาดเล็กที่มีงานเสี่ยงก็อาจมีหน้าที่ต้องจัดอบรมความปลอดภัยเช่นกัน การคิดว่า SME ได้รับการยกเว้นทั้งหมดเป็นความเข้าใจที่อาจคลาดเคลื่อน องค์กรควรตรวจสอบเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับกิจการของตนกับหน่วยงานที่กำกับดูแล
ควรเก็บหลักฐานการอบรมไว้อย่างไร
ควรเก็บบันทึกหลักสูตร วันเวลา รายชื่อผู้เข้าอบรม วิทยากร และผลการอบรมหรือใบรับรองไว้อย่างเป็นระบบ การมีระบบบริหารผลการปฏิบัติงานและการพัฒนาบุคลากร (SPMS) ช่วยให้องค์กรรวมข้อมูลการอบรมตามกฎหมายและการพัฒนาทักษะไว้ในที่เดียว ติดตามได้ว่าใครอบรมครบ และเชื่อมโยงกับแผนพัฒนารายบุคคลได้