ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

MBO กับ KPI ต่างกันอย่างไร เลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับองค์กร

คำถามที่ฝ่าย HR ไทยได้รับบ่อยในช่วงวางระบบประเมินผลคือ “ควรใช้ MBO หรือ KPI” หลายครั้งคำถามนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าสองแนวทางแข่งขันกัน แต่ในทางปฏิบัติทั้งสองมีจุดประสงค์ที่ต่างกันชัดเจน และสามารถใช้ร่วมกันได้

บทความนี้อธิบายว่า MBO คืออะไร แตกต่างจาก KPI อย่างไร และควรพิจารณาอย่างไรในการเลือกให้เหมาะกับลักษณะงานและองค์กร

MBO คืออะไร

MBO ย่อมาจาก Management by Objectives หรือ “การบริหารด้วยเป้าหมาย” แนวคิดนี้เสนอโดย Peter Drucker ในช่วงทศวรรษที่ 1950 และยังคงเป็นกรอบที่องค์กรจำนวนมากใช้อยู่

หลักการของ MBO คือผู้บังคับบัญชาและพนักงานตั้งเป้าหมายร่วมกันในช่วงต้นรอบประเมิน โดยเป้าหมายเหล่านั้นเชื่อมกับเป้าหมายขององค์กร ปลายรอบจึงประเมินว่าพนักงานบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันนั้นหรือไม่ และในระดับใด

ลักษณะสำคัญของ MBO คือเน้นการมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมาย และมองผลงานผ่านเลนส์ของการบรรลุเป้าที่ตกลงกันไว้ ไม่ใช่แค่ตัวชี้วัดรายการ

KPI คืออะไรในบริบทนี้

KPI หรือ Key Performance Indicators คือตัวชี้วัดผลงานหลักที่องค์กรกำหนดไว้ล่วงหน้า และพนักงานต้องทำผลงานให้ถึงค่าเป้าหมายของแต่ละตัวชี้วัด

ความต่างพื้นฐานจาก MBO คือ KPI มักกำหนดโดยองค์กรหรือฝ่ายก่อน แล้วกระจายลงสู่พนักงาน ไม่ใช่ตั้งร่วมกันจากล่างขึ้นบน และมักเป็นตัวเลขที่วัดได้ชัดเจนกว่า เช่น ยอดขาย อัตราข้อผิดพลาด หรือเวลาตอบสนองลูกค้า

ความแตกต่างหลักระหว่าง MBO กับ KPI

ด้านMBOKPI
จุดเริ่มต้นตั้งเป้าร่วมกันระหว่างหัวหน้าและพนักงานกำหนดจากองค์กรหรือฝ่าย
ลักษณะเป้าหมายเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่อาจมีหลายมิติตัวชี้วัดที่วัดได้เป็นตัวเลขชัดเจน
ความยืดหยุ่นปรับได้ตามสถานการณ์ของแต่ละคนมักคงที่ตลอดรอบ
เหมาะกับงานงานที่ผลงานวัดเป็นตัวเลขตรง ๆ ยากงานที่มีตัวชี้วัดชัดเจน

ความต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเครื่องมือใดดีกว่า แต่ขึ้นกับลักษณะงานและสิ่งที่องค์กรต้องการวัด

เมื่อไรควรใช้ MBO

MBO มักเหมาะกับสถานการณ์เหล่านี้:

  1. ตำแหน่งที่ผลงานวัดเป็นตัวเลขตรง ๆ ได้ยาก เช่น ผู้จัดการโครงการ หรือฝ่ายพัฒนาองค์กร
  2. งานที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับเป้าตามสถานการณ์ระหว่างปี
  3. องค์กรที่ต้องการส่งเสริมความเป็นเจ้าของเป้าหมายในตัวพนักงาน
  4. ตำแหน่งระดับจัดการที่ผลลัพธ์เป็นเรื่องของทิศทางและการตัดสินใจ ไม่ใช่การทำงานรายวัน

เมื่อไรควรใช้ KPI

KPI มักเหมาะกับสถานการณ์เหล่านี้:

  1. ตำแหน่งที่มีตัวชี้วัดชัดเจนและวัดได้สม่ำเสมอ เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต หรือ call center
  2. เมื่อองค์กรต้องการตรวจสอบสุขภาพการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
  3. เมื่อมีข้อมูลพร้อมสนับสนุนการวัดผลอย่างต่อเนื่อง
  4. ตำแหน่งที่ความสม่ำเสมอของผลงานสำคัญกว่าความสามารถปรับทิศทาง

การใช้ทั้งสองร่วมกัน

ในทางปฏิบัติองค์กรจำนวนมากไม่ได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ใช้ร่วมกันในระบบเดียว ตัวอย่างเชิงหลักการ — สมมติว่าพนักงานขายมี KPI ด้านยอดขายเป็นตัวชี้วัดหลัก และมี MBO เพิ่มเติมสำหรับเป้าหมายพัฒนาทักษะหรือการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่วัดเป็นตัวเลขตรง ๆ ยากกว่า การผสมนี้ช่วยให้ระบบประเมินครอบคลุมทั้งมิติที่วัดได้ชัดและมิติที่ต้องการบริบท

สำหรับการอ่านเปรียบเทียบกรอบประเมินผลงานในมิติที่กว้างขึ้น รวมถึง OKR ดูได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร

สรุป

MBO และ KPI ไม่ใช่ตัวเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นเครื่องมือที่มีจุดแข็งต่างกัน การเลือกใช้ควรเริ่มจากคำถามว่าตำแหน่งนั้นควรวัดผลงานในมิติใด แล้วจึงเลือกกรอบที่รองรับการวัดนั้นได้ดีที่สุด

หากองค์กรของคุณกำลังออกแบบหรือปรับระบบประเมินผลให้เหมาะกับลักษณะงานที่หลากหลาย ดูแนวทางได้ที่ระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS) ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี