ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

OKR เบื้องต้นสำหรับองค์กรไทย ทำความเข้าใจก่อนนำไปใช้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา OKR กลายเป็นคำที่ได้ยินบ่อยขึ้นในแวดวง HR และผู้บริหารองค์กรไทย หลายองค์กรสนใจนำมาใช้ แต่ไม่แน่ใจว่า OKR คืออะไรกันแน่ ต่างจาก KPI อย่างไร และเหมาะกับองค์กรของตนหรือไม่

บทความนี้อธิบาย OKR เบื้องต้นตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ความต่างจากเครื่องมืออื่น ไปจนถึงข้อพิจารณาก่อนองค์กรไทยจะเริ่มนำไปใช้จริง

OKR คืออะไร

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “เป้าหมาย และผลลัพธ์หลักที่จะบอกว่าบรรลุเป้าหมาย”

โครงสร้างของ OKR ประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกคือ Objective ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เขียนเป็นภาษาที่สร้างแรงบันดาลใจและบอกทิศทาง เช่น “ทำให้ประสบการณ์ลูกค้าโดดเด่นในตลาด” ส่วนที่สองคือ Key Results ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บอกว่าเป้าหมายนั้นสำเร็จจริงหรือไม่ แต่ละ Objective มักมี Key Results สองถึงสี่ตัว

ตัวอย่างเชิงหลักการ — สมมติว่าทีมขายตั้ง Objective ว่า “ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ให้เติบโตชัดเจน” Key Results ที่ใช้วัดอาจรวมถึงจำนวนลูกค้าใหม่จากกลุ่มเป้าหมาย อัตราการปิดการขาย และรายได้จากกลุ่มใหม่ในไตรมาส ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายโครงสร้าง ไม่ใช่ค่าแนะนำ

โครงสร้าง OKR ในองค์กร

OKR มักถูกวางเป็นลำดับชั้นที่เชื่อมกัน ตั้งแต่ระดับองค์กรลงมาถึงระดับทีม และในบางกรณีถึงระดับบุคคล

ระดับองค์กรกำหนด OKR รายไตรมาสหรือรายปีที่สะท้อนทิศทางเชิงกลยุทธ์ แต่ละฝ่ายหรือทีมจึงกำหนด OKR ของตนเองที่เชื่อมกับระดับองค์กร ไม่ใช่ตั้งแบบอิสระ ความสัมพันธ์นี้เรียกว่า alignment และเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ทำให้ OKR แตกต่างจากการตั้ง KPI แบบแยกรายแผนก

รอบ OKR ที่พบบ่อยคือรายไตรมาส ซึ่งสั้นกว่ารอบ KPI รายปีที่หลายองค์กรคุ้นเคย ความถี่นี้ช่วยให้ปรับทิศทางได้เร็วขึ้นเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

OKR ต่างจาก KPI อย่างไร

คำถามนี้พบบ่อยในทุกองค์กรที่เริ่มศึกษา OKR ความต่างหลักไม่ใช่เรื่องรูปแบบ แต่เป็นเรื่องวัตถุประสงค์และการใช้งาน

KPI มักใช้วัดสุขภาพการดำเนินงานขององค์กรในมิติต่าง ๆ เช่น อัตราผลิต ยอดขาย หรือความพึงพอใจลูกค้า โดยมักมีค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ล่วงหน้าและวัดสม่ำเสมอ OKR มักใช้สำหรับขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงหรือความก้าวหน้าในทิศทางใหม่ที่ต้องการ

ทั้งสองเครื่องมือไม่ได้แข่งขันกัน หลายองค์กรใช้ KPI สำหรับงานประจำ และใช้ OKR สำหรับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง อ่านเปรียบเทียบแนวทางทั้งสองได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร

ลักษณะของ OKR ที่ดี

Objective ที่ดีควรเป็นเป้าหมายที่ทีมรู้สึกได้ว่ามีความหมาย ไม่ใช่แค่ตัวเลข และควรบ่งบอกทิศทางได้ชัดเจน Key Results ที่ดีต้องวัดได้จริง ไม่ใช่กิจกรรมที่จะทำ (output) แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง (outcome)

ตัวอย่างเชิงหลักการ — Key Results ที่ไม่ดี: “จัดอบรมพนักงาน 3 ครั้ง” เพราะนี่คือกิจกรรม ไม่ใช่ผลลัพธ์ Key Results ที่ดีกว่า: “คะแนนประเมินทักษะพนักงานเพิ่มขึ้นจากระดับฐาน” เพราะนี่คือผลที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ตัวเลขเป็นสมมติเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ค่าแนะนำ

ข้อพิจารณาก่อนองค์กรไทยเริ่มใช้ OKR

OKR ไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะกับทุกองค์กรในทุกช่วงเวลา ข้อพิจารณาที่ควรประเมินก่อน ได้แก่:

  1. ผู้บริหารพร้อมเป็นแบบอย่าง — OKR ทำงานได้ดีเมื่อผู้บริหารระดับสูงกำหนด OKR ของตนเองอย่างโปร่งใสและติดตามสม่ำเสมอ
  2. องค์กรมีทิศทางกลยุทธ์ที่ชัดเจน — หาก OKR ระดับองค์กรยังไม่ชัด OKR ระดับทีมจะไม่มีแกนให้ยึด
  3. วัฒนธรรมยอมรับความล้มเหลวได้บ้าง — OKR มักตั้งเป้าท้าทาย การที่ Key Results ไม่ครบ 100% ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นสัญญาณว่าเป้าหมายท้าทายจริง องค์กรที่เชื่อมผล OKR กับการลงโทษโดยตรงมักทำให้ทีมตั้งเป้าต่ำเกินความเป็นจริง
  4. มีกระบวนการ check-in สม่ำเสมอ — OKR ที่ตั้งแล้วรอวัดสิ้นไตรมาสโดยไม่ติดตามระหว่างทางมักไม่ได้ผล

สรุป

OKR เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน โดยเชื่อมเป้าหมายระดับองค์กรลงถึงทีมผ่านผลลัพธ์ที่วัดได้ การนำไปใช้ให้ได้ผลต้องการการออกแบบที่ดีและความสม่ำเสมอในการติดตาม ไม่ใช่แค่การนำแบบฟอร์ม OKR มาใช้

หากองค์กรของคุณกำลังพิจารณาปรับระบบประเมินผลงานให้ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายมากขึ้น ดูแนวทางได้ที่ระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS) ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี