ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบ: เทียบตามระดับ ความท้าทาย และสายงาน

ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบ แบ่งได้เป็นสามระดับหลัก คือ ระดับบริษัท ระดับทีมหรือแผนก และระดับบุคคล โดยแต่ละแบบมีโครงสร้างเหมือนกัน คือ Objective (เป้าหมายเชิงคุณภาพที่ชวนให้ลุก) บวกกับ Key Results (ผลลัพธ์ที่วัดเป็นตัวเลขได้ 2 ถึง 5 ข้อ) ความต่างอยู่ที่ขอบเขตและความเชื่อมโยงระหว่างระดับ

OKR คืออะไร และมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results เป็นกรอบการตั้งและติดตามเป้าหมายที่แยกเป้าหมายเชิงคุณภาพ (Objective) ออกจากตัวชี้วัดความสำเร็จเชิงปริมาณ (Key Results) อย่างชัดเจน

  • Objective: ข้อความเป้าหมายที่กระชับ มีพลัง และเข้าใจง่าย ตอบคำถามว่า “เราอยากไปถึงจุดไหน” โดยไม่ต้องมีตัวเลข เช่น “เป็นทางเลือกแรกที่ลูกค้านึกถึงในกลุ่มสินค้าของเรา”
  • Key Results: ผลลัพธ์ที่วัดได้ ตอบคำถามว่า “เรารู้ได้อย่างไรว่าไปถึงแล้ว” ทุกข้อต้องมีตัวเลขกำกับเสมอ เช่น สัดส่วนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ หรือคะแนนความพึงพอใจ

จุดที่ทำให้ OKR ต่างจากการตั้งเป้าทั่วไป คือ Key Results ต้องเป็น “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “กิจกรรม” ตัวอย่างเช่น “จัดอบรมพนักงาน 4 ครั้ง” เป็นกิจกรรม แต่ “พนักงานผ่านการประเมินทักษะใหม่ได้ร้อยละ 80” เป็นผลลัพธ์ ความเข้าใจผิดข้อนี้คือหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้ OKR ที่เขียนออกมากลายเป็นเพียงรายการสิ่งที่ต้องทำ (to-do list) มากกว่าเป้าหมาย

ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบ แยกตามระดับองค์กร

ลองนึกภาพบริษัทสมมติที่ทำธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ เราจะเห็นว่า OKR แต่ละระดับเชื่อมต่อกันอย่างไร (ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นโครงสร้าง)

OKR ระดับบริษัท

เป็นเป้าหมายภาพใหญ่ที่ผู้บริหารตั้งให้ทั้งองค์กรมุ่งไปทางเดียวกัน ขอบเขตกว้างที่สุดและมักมีไม่เกิน 3 ถึง 5 Objective ต่อรอบ

  • Objective: ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำในกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่
  • KR1: เพิ่มสัดส่วนลูกค้าใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 35 (สมมติ)
  • KR2: เพิ่มอัตราการซื้อซ้ำภายใน 90 วัน จากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 40 (สมมติ)
  • KR3: ยกคะแนนความพึงพอใจหลังการขายจาก 7.5 เป็น 8.5 เต็ม 10 (สมมติ)

OKR ระดับทีมหรือแผนก

แตกออกมาจากเป้าหมายบริษัท แต่ละทีมรับผิดชอบส่วนที่ตัวเองควบคุมได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น ทีมการตลาดอาจตั้ง OKR ที่ส่งต่อมาจาก KR1 ของบริษัท

  • Objective: สร้างช่องทางเข้าถึงลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยั่งยืน
  • KR1: เพิ่มจำนวนผู้ติดตามที่มีปฏิสัมพันธ์จริงบนช่องทางหลัก จาก 50,000 เป็น 90,000 (สมมติ)
  • KR2: ลดต้นทุนการได้ลูกค้าใหม่ต่อราย ลงร้อยละ 15 (สมมติ)

OKR ระดับบุคคล

เชื่อมจากเป้าหมายทีมลงสู่งานของแต่ละคน ทำให้พนักงานเห็นว่างานประจำวันของตนเกี่ยวข้องกับภาพใหญ่อย่างไร

  • Objective: ทำให้คอนเทนต์ของช่องทางหลักมีคุณภาพและสม่ำเสมอ
  • KR1: เผยแพร่คอนเทนต์ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพภายในสัปดาห์ละ 4 ชิ้น (สมมติ)
  • KR2: ยกอัตราการมีส่วนร่วมเฉลี่ยต่อโพสต์จากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 5 (สมมติ)

OKR แบบ Committed กับ Aspirational ต่างกันอย่างไร

นอกจากแบ่งตามระดับแล้ว OKR ยังแบ่งตาม “ระดับความท้าทาย” ได้อีกสองแบบ ซึ่งเป็นจุดที่หลายองค์กรไทยมองข้าม

  • OKR แบบ Committed (เป้าหมายที่ผูกพันต้องทำ): เป้าหมายที่ทีมเชื่อว่าทำได้และคาดหวังให้สำเร็จเกือบเต็ม การทำได้ราวร้อยละ 100 ถือเป็นมาตรฐาน เหมาะกับงานที่มีผลกระทบต่อลูกค้าหรือรายได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น การส่งมอบระบบใหม่ให้ทันรอบที่สัญญาไว้
  • OKR แบบ Aspirational (เป้าหมายท้าทาย): เป้าหมายที่ตั้งใจให้ “เอื้อมสุดแขน” การทำได้ราวร้อยละ 60 ถึง 70 ก็ถือว่าดีมากแล้ว ใช้กระตุ้นให้ทีมคิดนอกกรอบ ตัวอย่างเช่น การบุกตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน

สาเหตุหนึ่งที่ OKR แบบ Aspirational มักสร้างความอึดอัด คือเมื่อทีมทำได้ร้อยละ 65 แล้วถูกตีความว่า “ทำไม่สำเร็จ” ทั้งที่ตามเจตนาของกรอบนี้ถือว่าดีแล้ว การไม่แยกสองแบบนี้ให้ชัดตั้งแต่ต้นอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทีมต่อระบบประเมินผลในระยะยาว

ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบ แยกตามสายงาน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างสมมติของ OKR ที่ปรับให้เข้ากับลักษณะงานแต่ละสาย

  • สายขาย: Objective คือ “ขยายฐานลูกค้าองค์กรให้มั่นคง” โดยมี KR เช่น เพิ่มจำนวนสัญญาใหม่ต่อไตรมาส และเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อดีล
  • สาย HR: Objective คือ “ทำให้กระบวนการสรรหามีประสิทธิภาพและเป็นธรรม” โดยมี KR เช่น ลดระยะเวลาเฉลี่ยในการปิดตำแหน่ง และยกคะแนนประสบการณ์ผู้สมัครหลังสัมภาษณ์
  • สายปฏิบัติการ: Objective คือ “ส่งมอบบริการที่ตรงเวลาและน่าเชื่อถือ” โดยมี KR เช่น ยกอัตราการส่งมอบตรงเวลา และลดอัตราข้อผิดพลาดต่อรอบงาน

สังเกตว่าทุกแบบยึดหลักเดียวกัน คือ Objective พูดถึงทิศทาง ส่วน Key Results วัดเป็นตัวเลขที่ทีมนั้นควบคุมได้จริง หาก KR ข้อใดทีมไม่สามารถมีอิทธิพลต่อมันได้เลย นั่นเป็นสัญญาณว่าควรกลับไปทบทวนการเขียนใหม่

OKR ต่างจาก KPI อย่างไรในทางปฏิบัติ

หลายองค์กรสับสนระหว่างสองเครื่องมือนี้ วิธีคิดง่าย ๆ คือ KPI วัด “สุขภาพ” ของงานที่ต้องคงระดับไว้สม่ำเสมอ ส่วน OKR วัด “การเปลี่ยนแปลง” ที่อยากผลักดันให้เกิดในรอบนั้น ตัวอย่างเช่น อัตราความพึงพอใจลูกค้าที่ต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์เป็น KPI แต่การยกอัตรานั้นให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้เป็น OKR

ถ้าอยากเข้าใจเส้นแบ่งนี้ให้ลึกขึ้นว่าควรใช้ตัวไหนเมื่อไร ลองอ่านเพิ่มในบทความเรื่อง KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร ก่อนตัดสินใจวางระบบ

จะเริ่มออกแบบ OKR แต่ละแบบให้เหมาะกับองค์กรอย่างไร

ตัวอย่างทั้งหมดข้างต้นเป็นเพียงโครงสร้างตั้งต้น การนำไปใช้จริงต้องปรับให้เข้ากับบริบทของแต่ละองค์กร ทั้งวัฒนธรรม ความพร้อมของข้อมูล และจังหวะธุรกิจ ตัวอย่างเช่น องค์กรที่เพิ่งเริ่มใช้ OKR อาจเริ่มจากระดับบริษัทและทีมก่อน แล้วค่อยขยายลงระดับบุคคลเมื่อทีมคุ้นเคยกับการเขียน Key Results ที่เป็นผลลัพธ์จริง

OKR ที่ดีไม่ได้อยู่ที่จำนวนหรือความสวยของถ้อยคำ แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงจากภาพใหญ่ลงสู่งานประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ และการที่ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า “อะไรคือผลลัพธ์ที่นับ” สิ่งนี้มักเป็นโจทย์ที่ HR ต้องดูแลควบคู่ไปกับระบบประเมินผลโดยรวม

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาวิธีเชื่อม OKR เข้ากับการบริหารผลงานอย่างเป็นระบบ การวางโครงสร้าง ระบบบริหารผลงาน ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ OKR ไม่กลายเป็นเอกสารที่เขียนทิ้งไว้เฉย ๆ Triple I ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เป็นกลางมาเสริมให้ทีม HR ทำงานเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น ไม่ได้มาแทนที่ทีม HR แต่อย่างใด

คำถามที่อยากชวนคิดต่อคือ OKR ที่ทีมของคุณเขียนอยู่ตอนนี้ วัด “ผลลัพธ์” หรือกำลังวัดแค่ “กิจกรรมที่ทำเสร็จ” กันแน่

คำถามที่พบบ่อย

ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบมีกี่ระดับ

โดยทั่วไปแบ่งได้ 3 ระดับหลัก คือ ระดับบริษัท ระดับทีมหรือแผนก และระดับบุคคล แต่ละระดับควรเชื่อมโยงกันเพื่อให้เป้าหมายขององค์กรไหลลงสู่งานประจำวันได้

OKR แต่ละแบบควรมี Key Results กี่ข้อ

แนวปฏิบัติที่นิยมคือ Objective หนึ่งข้อ มี Key Results ประมาณ 2 ถึง 5 ข้อ มากกว่านั้นมักทำให้โฟกัสกระจายและวัดผลยาก

OKR แบบ Committed กับ Aspirational ต่างกันอย่างไร

Committed คือเป้าหมายที่คาดหวังว่าต้องทำให้สำเร็จเกือบเต็ม ส่วน Aspirational คือเป้าหมายท้าทายที่ตั้งใจให้ทำได้ราว 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าดีแล้ว

OKR กับ KPI ใช้แทนกันได้ไหม

ไม่ควรใช้แทนกันโดยตรง เพราะ KPI เน้นวัดสุขภาพงานประจำที่ต้องคงระดับไว้ ส่วน OKR เน้นการเปลี่ยนแปลงหรือก้าวกระโดดที่อยากผลักดันในรอบนั้น


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี