สรรหาเองโดยไม่ใช้บริษัทจัดหางาน ทำได้อย่างไร
องค์กรที่มี JD ชัดเจน กระบวนการสัมภาษณ์มีโครงสร้าง และช่องทางประกาศงานที่เหมาะสม สามารถสรรหาบุคลากรได้เองโดยไม่ต้องพึ่งบริษัทจัดหางานในตำแหน่งส่วนใหญ่ กุญแจสำคัญคือความชัดเจนในสิ่งที่ต้องการและกระบวนการที่ทำซ้ำได้ ไม่ใช่งบประมาณที่สูง
บทความนี้จะพาไปดูกระบวนการสรรหาด้วยตนเองทีละขั้นตอน ตั้งแต่การเขียน JD ไปจนถึงการตัดสินใจและแจ้งผล พร้อมเกณฑ์ที่ช่วยตัดสินใจว่าควรสรรหาเองหรือใช้บริษัทจัดหางานในแต่ละสถานการณ์
บริษัทจัดหางานคุ้มค่าเสมอไปหรือไม่
บริษัทจัดหางานมีบทบาทชัดเจนในตำแหน่งที่ต้องการทักษะหายาก ผู้บริหารระดับสูง หรือเมื่อฝ่าย HR มีข้อจำกัดด้านกำลังคนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการสรรหาสูงขึ้นคือการใช้บริษัทจัดหางานสำหรับทุกตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งที่องค์กรสามารถสรรหาได้เองด้วยกระบวนการที่ดี
ค่าธรรมเนียมโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1-2 เดือนของเงินเดือนตำแหน่งที่บรรจุ สำหรับ SME ที่รับพนักงานปีละ 5-10 คน ต้นทุนส่วนนี้อาจสะสมได้มาก และการสร้างกระบวนการสรรหาภายในให้แข็งแกร่งจะช่วยลดการพึ่งพาภายนอกได้ในระยะยาว
ขั้นตอนการสรรหาเองทำอย่างไรให้ได้ผล
ขั้นที่ 1 — เขียนใบกำหนดหน้าที่งาน (JD) ให้ชัดเจน
JD ที่ดีเป็นรากฐานของกระบวนการสรรหาทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเอกสารประกาศรับสมัคร JD ที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วย
- ขอบเขตงานที่ชัดเจน: งานหลักที่ต้องทำ ไม่ใช่รายการทักษะที่อยากได้ทั้งหมด
- คุณสมบัติที่แบ่งชั้นชัดเจน: Must-have (บังคับ) กับ Nice-to-have (ดีถ้ามี) ไม่ปนกัน
- ผลลัพธ์ที่คาดหวังใน 90 วันแรก: ผู้สมัครที่ดีมักต้องการรู้ว่าความสำเร็จในตำแหน่งนี้หน้าตาเป็นอย่างไร
บริการ Smart JD ของ Triple I ช่วยออกแบบ JD ที่ตรงกับโครงสร้างงานจริงขององค์กร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กระบวนการสรรหาเองมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างชัดเจน
ขั้นที่ 2 — กำหนดช่องทางประกาศและงบประมาณ
ช่องทางประกาศงานในตลาดแรงงานไทยมีหลายแบบ แต่ละแบบเหมาะกับกลุ่มผู้สมัครต่างกัน
| ช่องทาง | เหมาะกับ |
|---|---|
| JobsDB / Jobtopgun | ตำแหน่งปฏิบัติการ ระดับกลาง |
| ระดับวิชาชีพ ผู้มีประสบการณ์ | |
| Facebook Group เฉพาะทาง | งานครีเอทีฟ เทคโนโลยี งาน Freelance |
| Referral Program (แนะนำจากพนักงาน) | ทุกตำแหน่ง — มักได้คนที่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร |
การมีโปรแกรม Referral ที่ให้รางวัลแก่พนักงานที่แนะนำคนมาได้และผ่านทดลองงานนั้นเป็นช่องทางที่ใช้ต้นทุนต่อผู้สมัครที่ผ่านได้ต่ำกว่าช่องทางอื่นในหลายกรณี
ขั้นที่ 3 — ออกแบบกระบวนการคัดกรองและเกณฑ์ตัดสินใจ
หนึ่งในจุดอ่อนที่พบบ่อยในการสรรหาเองคือการตัดสินใจจาก “ความรู้สึก” มากกว่าเกณฑ์ที่ชัดเจน วิธีแก้คือกำหนดเกณฑ์ Screening ก่อนเปิดรับสมัคร ไม่ใช่ระหว่างหรือหลัง
เกณฑ์ Screening ที่วัดได้ ตัวอย่างเช่น
- ประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย X ปี
- ทักษะบังคับ (เช่น โปรแกรมที่ต้องใช้จริงในงาน)
- ข้อจำกัดด้านเวลา เช่น เริ่มงานได้ภายใน Y สัปดาห์
การมีเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรยังช่วยให้หลายคนในทีมสามารถช่วยคัดกรองได้โดยไม่ต้องประชุมทุกครั้ง
ขั้นที่ 4 — สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและให้คะแนน
การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) หมายถึงการใช้คำถามชุดเดียวกันกับผู้สมัครทุกคน และให้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดความลำเอียงที่เกิดจากความประทับใจแรกได้
แนวทาง Behavioral Interview ในรูปแบบ STAR (Situation – Task – Action – Result) เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่ HR มืออาชีพ โดยเน้นให้ผู้สมัครเล่าสถานการณ์จริงจากประสบการณ์ ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมได้ดีกว่าคำถามสมมติ
ตัวอย่างโครงสร้างแบบให้คะแนน (Scoring Rubric) สำหรับ 1 คำถาม
- 1 คะแนน: ตอบไม่ชัดเจน ไม่มีตัวอย่างจากประสบการณ์จริง
- 2 คะแนน: มีตัวอย่าง แต่การดำเนินการหรือผลลัพธ์ไม่ชัด
- 3 คะแนน: ตัวอย่างชัดเจน ระบุสิ่งที่ทำและผลที่เกิดขึ้นได้ครบ
ขั้นที่ 5 — ตัดสินใจและแจ้งผลอย่างรวดเร็ว
กระบวนการหลังสัมภาษณ์เป็นจุดที่หลายองค์กรสูญเสียผู้สมัครที่ดีโดยไม่รู้ตัว การแจ้งผลล่าช้าหรือไม่แจ้งเลยส่งผลต่อภาพลักษณ์นายจ้าง (Employer Brand) และอาจทำให้ผู้สมัครที่สนใจตัดสินใจรับข้อเสนออื่นไปก่อน
แนวทางที่แนะนำคือกำหนด SLA ภายในองค์กรว่าจะแจ้งผลผู้สมัครทุกคนภายใน 3-5 วันทำการหลังสัมภาษณ์รอบสุดท้าย ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ตาม
ช่องทางสรรหาไหนให้ผลดีที่สุด
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกตำแหน่งและทุกอุตสาหกรรม แต่มีหลักการที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้
สำหรับตำแหน่งที่ผู้สมัครส่วนใหญ่ “ไม่ได้กำลังหางานอยู่” (Passive Candidates) LinkedIn และการ Outreach ตรงมักได้ผลกว่าการประกาศรอ ในขณะที่ตำแหน่งที่ต้องการคนพร้อมทำงานเร็ว ช่องทางประกาศงานที่มีฐานผู้สมัครกว้างให้ผลเร็วกว่า
การติดตามผลว่าผู้สมัครมาจากช่องทางใด และผู้ที่ผ่านทดลองงานมาจากช่องทางใดมากที่สุด ช่วยให้องค์กรจัดสรรงบและเวลาสรรหาได้แม่นยำขึ้นในรอบถัดไป
จะรู้ได้อย่างไรว่า JD ที่เขียนดึงดูดคนผิดกลุ่ม
สัญญาณที่ควรสังเกตคือ
- จำนวนผู้สมัครมากแต่ผ่านเกณฑ์น้อย: อาจหมายความว่า JD กว้างเกินไป คุณสมบัติที่ระบุไม่ชัดพอ
- ผู้สมัครที่ผ่านทุกขั้นตอนแต่ไม่ยอมรับข้อเสนอ: อาจมีปัจจัยที่ JD ไม่ได้สื่อสารชัดเจน เช่น สภาพแวดล้อมงาน หรือขอบเขตความรับผิดชอบ
- ผู้สมัครถามคำถามเดิมซ้ำในทุกรอบ: อาจเป็นสัญญาณว่า JD ไม่ได้ตอบคำถามพื้นฐานที่ผู้สมัครต้องการรู้
การทบทวน JD หลังจากกระบวนการสรรหาแต่ละรอบเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากระบวนการสรรหาให้ดีขึ้นต่อเนื่อง บทความเรื่อง โครงสร้างเงินเดือนเบื้องต้น อาจเป็นประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการกำหนดกระบอกเงินเดือนให้ตรงกับตำแหน่งที่สรรหา
เมื่อไหร่ควรใช้บริษัทจัดหางาน
การสรรหาเองมีข้อจำกัดในบางสถานการณ์ที่ควรพิจารณาใช้บริษัทจัดหางาน ได้แก่
- ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง (C-Suite หรือ Director): ต้องการฐานข้อมูลและเครือข่ายเฉพาะที่บริษัทจัดหางานสายนั้นสะสมมา
- ทักษะเฉพาะทางหายากมาก: เช่น วิศวกรเฉพาะอุตสาหกรรม หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานในบริบทข้ามชาติ
- ข้อจำกัดด้านเวลาชัดเจน: เช่น ต้องการคนภายใน 2-3 สัปดาห์สำหรับตำแหน่งสำคัญ
การสรรหาเองและการใช้บริษัทจัดหางานเป็นเครื่องมือที่เลือกใช้ตามสถานการณ์ ไม่ใช่คู่แข่งกัน องค์กรที่มีกระบวนการสรรหาภายในที่แข็งแกร่งจะสามารถใช้บริษัทจัดหางานได้อย่างมีเป้าหมายมากขึ้น และเจรจาต่อรองค่าธรรมเนียมได้ดีกว่าเมื่อรู้ว่าต้องการอะไรจริง ๆ
สรุป
การสรรหาเองโดยไม่ใช้บริษัทจัดหางานทำได้ผลดีเมื่อองค์กรมี JD ที่ชัดเจน เกณฑ์คัดกรองที่วัดได้ กระบวนการสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง และระบบการตัดสินใจที่รวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องการงบประมาณสูง แต่ต้องการความตั้งใจในการออกแบบกระบวนการล่วงหน้า
หากองค์กรของคุณต้องการปรับปรุงกระบวนการสรรหาตั้งแต่การออกแบบ JD ไปจนถึงการสร้างระบบที่ทำซ้ำได้ Triple I พร้อมช่วยออกแบบและวางโครงสร้าง นัดคุยฟรีกับทีม Triple I ได้ที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม SME ถึงควรลองสรรหาเองก่อนใช้บริษัทจัดหางาน
บริษัทจัดหางานมีต้นทุนสูง โดยทั่วไปคิดค่าธรรมเนียมประมาณ 1-2 เดือนของเงินเดือนตำแหน่งที่บรรจุ สำหรับ SME ที่มีงบจำกัด การสรรหาเองผ่านช่องทางออนไลน์และเครือข่ายภายในองค์กรอาจช่วยลดต้นทุนได้มาก ทั้งยังทำให้ HR เรียนรู้กระบวนการและสร้างฐานข้อมูลผู้สมัครของตนเองในระยะยาว
ช่องทางประกาศงานใดที่เหมาะกับ SME ไทย
ช่องทางหลักที่ใช้กันในตลาดแรงงานไทย ได้แก่ JobsDB, LinkedIn, Jobtopgun, และ Facebook Group เฉพาะทาง นอกจากนี้ยังมีช่องทางภายใน เช่น การแนะนำจากพนักงาน (Referral) ซึ่งมักได้ผู้สมัครที่มีความเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรสูงกว่าช่องทางทั่วไป
JD ที่ดีช่วยสรรหาเองได้อย่างไร
ใบกำหนดหน้าที่งาน (JD) ที่ชัดเจนระบุขอบเขตงาน คุณสมบัติที่ต้องการ และผลลัพธ์ที่คาดหวัง ช่วยกรองผู้สมัครที่ไม่ตรงออกตั้งแต่ต้น ลดเวลาคัดกรองได้มาก และยังช่วยให้ผู้สัมภาษณ์ทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกัน ซึ่งลดความลำเอียงในการตัดสินใจ
ควรใช้กี่รอบสัมภาษณ์สำหรับตำแหน่งทั่วไปใน SME
สำหรับตำแหน่งปฏิบัติการและพนักงานระดับกลาง แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือ 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดกรองเบื้องต้น (Screening) และรอบสัมภาษณ์เชิงลึก หากตำแหน่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาจเพิ่มรอบทดสอบทักษะ แต่ควรหลีกเลี่ยงกระบวนการที่ยาวเกินจนผู้สมัครที่ดีถอนตัวก่อน
สรรหาเองแล้วยังต้องการบริษัทจัดหางานในกรณีใด
บริษัทจัดหางานยังมีคุณค่าสำหรับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ต้องใช้ฐานข้อมูลกว้าง ตำแหน่งที่ต้องการทักษะเฉพาะทางหายาก หรือเมื่อองค์กรมีข้อจำกัดด้านเวลาอย่างชัดเจน การสรรหาเองและใช้บริษัทจัดหางานไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน แต่เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์