ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ประเมินผลการอบรมแบบ Kirkpatrick: คู่มือ HR ไทย

การประเมินผลการอบรมแบบ Kirkpatrick คือการวัดผลการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบใน 4 ระดับ ตั้งแต่ความพึงพอใจของผู้เข้าอบรม การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในงานจริง ไปจนถึงผลลัพธ์ต่อธุรกิจ เป้าหมายคือพิสูจน์ว่าการอบรมสร้างมูลค่าจริง ไม่ใช่แค่จัดให้ครบจำนวนชั่วโมงตามแผน

บทความนี้จะพาไปดูว่าแต่ละระดับของ Kirkpatrick วัดอะไร ใช้เครื่องมือใด ควรวัดเมื่อไร และจะนำไปใช้กับองค์กร SME ไทยที่มีทรัพยากรจำกัดได้อย่างไร พร้อมแนวทางเชื่อมการประเมินผลการอบรมเข้ากับระบบประเมินผลงานที่มีอยู่แล้ว

การประเมินผลการอบรมแบบ Kirkpatrick คืออะไร

Kirkpatrick Model เป็นกรอบแนวคิดการประเมินผลการฝึกอบรมที่ใช้กันแพร่หลายในวงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั่วโลก จุดเด่นคือการแบ่งการวัดผลออกเป็น 4 ระดับที่ลึกขึ้นตามลำดับ ทำให้ HR เห็นภาพต่อเนื่องว่าการอบรมส่งผลจากตัวผู้เข้าอบรมไปจนถึงผลลัพธ์ขององค์กรอย่างไร

หนึ่งในเหตุผลที่กรอบนี้ได้รับความนิยมคือมันแก้ปัญหาที่พบบ่อยในองค์กรไทย นั่นคือการวัดผลการอบรมแค่แบบประเมินความพึงพอใจหลังจบหลักสูตร ซึ่งบอกได้แค่ว่าผู้เข้าอบรมชอบหรือไม่ แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดการเรียนรู้หรือการเปลี่ยนแปลงในงานจริงหรือเปล่า

ทั้ง 4 ระดับของ Kirkpatrick ประกอบด้วย

  • ระดับที่ 1 ปฏิกิริยา (Reaction) — ผู้เข้าอบรมรู้สึกอย่างไรกับหลักสูตร
  • ระดับที่ 2 การเรียนรู้ (Learning) — ผู้เข้าอบรมได้ความรู้ ทักษะ หรือทัศนคติเพิ่มขึ้นแค่ไหน
  • ระดับที่ 3 พฤติกรรม (Behavior) — ผู้เข้าอบรมนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในงานจริงหรือไม่
  • ระดับที่ 4 ผลลัพธ์ (Results) — การอบรมส่งผลต่อตัวชี้วัดธุรกิจอย่างไร

แต่ละระดับของ Kirkpatrick วัดอะไรบ้าง

ระดับที่ 1 — ปฏิกิริยา (Reaction)

ระดับนี้วัดว่าผู้เข้าอบรมมีความรู้สึกและความเห็นต่อหลักสูตรอย่างไร เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามหลังอบรม ข้อแนะนำคือควรถามให้ลึกกว่าคะแนนความพึงพอใจรวม เช่น เนื้อหาตรงกับงานหรือไม่ วิทยากรอธิบายเข้าใจง่ายแค่ไหน และผู้เข้าอบรมมั่นใจว่าจะนำไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด

ข้อมูลระดับนี้เก็บได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ต้องระวังไม่ตีความเกินจริง เพราะความพึงพอใจสูงไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดการเรียนรู้หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามมา

ระดับที่ 2 — การเรียนรู้ (Learning)

ระดับนี้วัดว่าผู้เข้าอบรมได้ความรู้ ทักษะ หรือทัศนคติเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ วิธีที่นิยมคือการทดสอบก่อนและหลังอบรม (Pre-test / Post-test) แล้วเปรียบเทียบส่วนต่าง สำหรับทักษะปฏิบัติอาจใช้การสาธิตหรือการประเมินจากกรณีศึกษาแทนข้อสอบ

การวัดระดับนี้สำคัญเพราะเป็นจุดเชื่อมระหว่างความพึงพอใจกับการนำไปใช้จริง ถ้าผู้เข้าอบรมพอใจแต่คะแนนทดสอบไม่ขยับ แสดงว่าการออกแบบหลักสูตรอาจต้องทบทวน

ระดับที่ 3 — พฤติกรรม (Behavior)

ระดับนี้วัดว่าผู้เข้าอบรมนำสิ่งที่เรียนไปใช้เปลี่ยนวิธีทำงานจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นระดับที่หลายองค์กรข้ามไป เพราะวัดยากกว่าและต้องเว้นระยะเวลา โดยทั่วไปควรประเมินหลังอบรมอย่างน้อย 1-3 เดือนเพื่อให้พนักงานมีโอกาสนำไปปฏิบัติ

วิธีวัดได้แก่ การสังเกตของหัวหน้างาน การประเมินสมรรถนะในรอบประเมินผลงาน การสัมภาษณ์ หรือการประเมินแบบ 360 องศา สิ่งสำคัญคือสภาพแวดล้อมการทำงานต้องเอื้อให้พนักงานได้ลงมือทำ หากกลับมาแล้วไม่มีโอกาสใช้ หรือหัวหน้าไม่สนับสนุน พฤติกรรมก็จะไม่เปลี่ยนแม้จะเรียนรู้มาแล้ว

ระดับที่ 4 — ผลลัพธ์ (Results)

ระดับสูงสุดนี้วัดว่าการอบรมส่งผลต่อตัวชี้วัดทางธุรกิจหรือไม่ เช่น คุณภาพงาน จำนวนข้อผิดพลาด ข้อร้องเรียนจากลูกค้า หรืออัตราการลาออก การวัดระดับนี้ต้องเลือกตัวชี้วัดที่เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรอย่างมีเหตุผล และต้องระวังว่าผลลัพธ์ธุรกิจมักได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ไม่ใช่จากการอบรมเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้การสรุปว่าการอบรมคุ้มค่าหรือไม่ (ROI) จึงควรนำเสนอด้วยความระมัดระวัง โดยอธิบายสมมติฐานและบริบทประกอบเสมอ

ควรประเมินผลการอบรมแบบ Kirkpatrick ตามขั้นตอนอย่างไร

การนำกรอบ Kirkpatrick ไปใช้ให้ได้ผลต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่ก่อนจัดอบรม ไม่ใช่ค่อยมาคิดเรื่องวัดผลหลังจบหลักสูตร แนวทางปฏิบัติที่แนะนำคือออกแบบเกณฑ์วัดล่วงหน้า เก็บข้อมูลฐานไว้เปรียบเทียบ แล้วทยอยวัดทีละระดับตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม รายละเอียดแต่ละขั้นอยู่ในส่วน howToSteps ของบทความนี้

ข้อควรจำคือ ระดับที่ 1 และ 2 วัดได้ทันทีหลังอบรม ส่วนระดับที่ 3 และ 4 ต้องเว้นระยะเพื่อให้ผลสะท้อนออกมาจริง การรีบสรุปผลลัพธ์เร็วเกินไปมักทำให้ตีความคลาดเคลื่อน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการประเมินผลการอบรมมีอะไรบ้าง

วัดแค่ระดับที่ 1 แล้วหยุด หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้องค์กรเข้าใจผิดว่าการอบรมได้ผลคือการวัดเพียงความพึงพอใจ แล้วสรุปว่าหลักสูตรประสบความสำเร็จ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเกิดการเรียนรู้หรือการเปลี่ยนแปลงในงานจริงหรือไม่

ไม่เก็บข้อมูลฐานก่อนอบรม หากไม่มีข้อมูลก่อนอบรมไว้เปรียบเทียบ ก็ยากที่จะพิสูจน์ว่าส่วนต่างที่เห็นมาจากการอบรมจริง การวัดก่อน-หลังจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของระดับที่ 2 และ 3

คาดหวังผลลัพธ์ธุรกิจเร็วเกินไป ตัวชี้วัดระดับที่ 4 มักต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสะท้อนผล และได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่นด้วย การด่วนสรุปว่าการอบรมไม่ได้ผลเพราะตัวเลขยังไม่ขยับจึงเป็นการตีความที่เสี่ยง

ละเลยสภาพแวดล้อมหลังอบรม แม้ผู้เข้าอบรมจะเรียนรู้ดี แต่ถ้ากลับมาแล้วไม่มีโอกาสใช้ หรือหัวหน้าไม่สนับสนุน พฤติกรรมก็ไม่เปลี่ยน ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของการอบรมจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวหลักสูตรเพียงอย่างเดียว

การประเมินผลการอบรมเชื่อมกับระบบ HR อื่นอย่างไร

การประเมินผลการอบรมไม่ได้ทำงานแยกตัว แต่เชื่อมกับกระบวนการพัฒนาบุคลากรหลายส่วน

ระบบประเมินผลงาน (SPMS) ระดับที่ 3 ของ Kirkpatrick คือการวัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในงานจริง ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่สามารถดึงจากระบบประเมินผลงานได้โดยตรง เช่น เปรียบเทียบคะแนนสมรรถนะก่อนและหลังอบรม การออกแบบ ระบบประเมินผลงาน SPMS ของ Triple I ให้รวมการวัดสมรรถนะไว้ด้วย จะช่วยให้การประเมินผลการอบรมระดับพฤติกรรมทำได้โดยไม่ต้องเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน

การวิเคราะห์ช่องว่างทักษะ ก่อนจัดอบรม การวิเคราะห์ช่องว่างทักษะช่วยกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ซึ่งกลายเป็นเกณฑ์วัดผลในภายหลัง อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายที่วัดได้ผ่านการเชื่อม KPI กับการพัฒนาได้ที่บทความ KPI vs OKR ต่างกันอย่างไร

แผนพัฒนารายบุคคล ผลการประเมินการอบรมช่วยให้ปรับแผนพัฒนาของพนักงานแต่ละคนได้ตรงจุดขึ้น เช่น หากระดับการเรียนรู้สูงแต่พฤติกรรมไม่เปลี่ยน อาจต้องเพิ่มการสนับสนุนจากหัวหน้าแทนการส่งไปอบรมซ้ำ

องค์กร SME ไทยควรปรับใช้ Kirkpatrick อย่างไร

สำหรับองค์กรขนาดกลางและเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด การวัดครบทั้ง 4 ระดับตั้งแต่แรกอาจเป็นภาระเกินไป แนวทางที่ทำได้จริงคือเริ่มทีละขั้น

เริ่มจากระดับที่ 2 แบบทดสอบก่อน-หลังอบรมทำได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และให้ข้อมูลที่มีความหมายกว่าการวัดความพึงพอใจเพียงอย่างเดียว

เลือกหลักสูตรสำคัญมาวัดระดับที่ 3 ไม่จำเป็นต้องวัดพฤติกรรมทุกหลักสูตร เลือกเฉพาะหลักสูตรที่ลงทุนสูงหรือสำคัญต่อธุรกิจ แล้วใช้ข้อมูลจากการประเมินผลงานที่มีอยู่แล้ว

ขยายไปวัดผลลัพธ์เมื่อพร้อม เมื่อองค์กรคุ้นเคยกับการวัดระดับล่างแล้ว จึงค่อยเชื่อมโยงไปยังตัวชี้วัดธุรกิจ โดยเริ่มจากหลักสูตรที่มีเป้าหมายผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดก่อน

สรุป

การประเมินผลการอบรมแบบ Kirkpatrick ช่วยให้องค์กรมองเห็นว่าการลงทุนพัฒนาบุคลากรสร้างมูลค่าจริงหรือไม่ ผ่านการวัด 4 ระดับ ตั้งแต่ปฏิกิริยา การเรียนรู้ พฤติกรรม ไปจนถึงผลลัพธ์ หัวใจสำคัญคือการวางเกณฑ์วัดตั้งแต่ก่อนอบรม เก็บข้อมูลฐานไว้เปรียบเทียบ และวัดทีละระดับตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยไม่หยุดอยู่แค่แบบประเมินความพึงพอใจ

องค์กร SME ไม่จำเป็นต้องวัดครบทุกระดับตั้งแต่แรก แต่ควรเริ่มต้นด้วยฐานที่ดี คือระบบประเมินผลงานที่รวมการวัดสมรรถนะ ซึ่งทำให้การวัดผลการอบรมระดับพฤติกรรมเป็นไปได้จริง

ต้องการออกแบบระบบประเมินผลงานที่เชื่อมกับการพัฒนาบุคลากรและการประเมินผลการอบรมได้อย่างเป็นระบบ นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษา Triple I เพื่อหารือแนวทางที่เหมาะกับองค์กรของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

การประเมินผลการอบรมแบบ Kirkpatrick คืออะไร

การประเมินผลการอบรมแบบ Kirkpatrick คือกรอบแนวคิดที่แบ่งการวัดผลการฝึกอบรมออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ปฏิกิริยา (Reaction) การเรียนรู้ (Learning) พฤติกรรม (Behavior) และผลลัพธ์ (Results) แต่ละระดับวัดผลที่ลึกขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมไปจนถึงผลกระทบต่อธุรกิจ กรอบนี้ช่วยให้องค์กรเห็นว่าการอบรมสร้างมูลค่าจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่จัดให้ครบจำนวนชั่วโมง

ทำไมการประเมินแค่ความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมจึงไม่เพียงพอ

แบบประเมินความพึงพอใจหลังอบรมวัดได้แค่ระดับที่ 1 คือปฏิกิริยา ซึ่งบอกว่าผู้เข้าอบรมชอบหรือไม่ชอบ แต่ไม่ได้บอกว่าเขาเรียนรู้อะไรหรือนำไปใช้ในงานจริงได้หรือไม่ ผู้เข้าอบรมอาจให้คะแนนสูงเพราะวิทยากรสนุก แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเลยก็ได้ การวัดเฉพาะระดับนี้จึงเสี่ยงทำให้องค์กรเข้าใจผิดว่าการอบรมได้ผล

ควรวัดผลการอบรมในแต่ละระดับเมื่อไร

ระดับปฏิกิริยาและการเรียนรู้วัดได้ทันทีหลังจบการอบรม เช่น แบบสอบถามและแบบทดสอบ ส่วนระดับพฤติกรรมควรเว้นระยะอย่างน้อย 1-3 เดือนเพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีโอกาสนำไปใช้ในงานจริง และระดับผลลัพธ์มักวัดในรอบ 3-6 เดือนขึ้นไป ขึ้นกับว่าตัวชี้วัดทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องสะท้อนผลได้เร็วแค่ไหน

การประเมินผลการอบรมแบบ Kirkpatrick เชื่อมกับระบบประเมินผลงานได้อย่างไร

ระดับที่ 3 ของ Kirkpatrick คือการวัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในงานจริง ซึ่งสามารถดึงข้อมูลจากระบบประเมินผลงาน (SPMS) ได้โดยตรง เช่น เปรียบเทียบสมรรถนะหรือผลงานก่อนและหลังอบรม การเชื่อมสองระบบเข้าด้วยกันช่วยให้ HR เห็นว่าการพัฒนาบุคลากรส่งผลต่อ KPI ของพนักงานหรือไม่ โดยไม่ต้องเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน

SME ที่มีทรัพยากรจำกัดควรเริ่มประเมินผลการอบรมจากตรงไหน

องค์กรขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องวัดครบทั้ง 4 ระดับตั้งแต่แรก แนะนำให้เริ่มจากระดับที่ 2 การเรียนรู้ ด้วยแบบทดสอบก่อน-หลังอบรมที่ทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำ จากนั้นเลือกหลักสูตรสำคัญ 1-2 หลักสูตรมาวัดระดับที่ 3 พฤติกรรม โดยใช้ข้อมูลจากการประเมินผลงานที่มีอยู่แล้ว แล้วค่อยขยายไปวัดระดับผลลัพธ์เมื่อพร้อม


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี