ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

สุขภาพจิตในที่ทำงาน: HR เริ่มดูแลอย่างไรให้เป็นระบบ

สุขภาพจิตในที่ทำงานคือสภาวะทางอารมณ์และความคิดของพนักงานระหว่างทำงาน ที่ส่งผลต่อความสามารถในการรับมือกับความกดดัน การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสร้างผลงาน การดูแลเรื่องนี้อย่างเป็นระบบไม่ใช่เพียงเรื่องสวัสดิการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารคนที่เชื่อมโยงกับผลงานและการรักษาบุคลากรขององค์กรโดยตรง

บทความนี้จะอธิบายว่าสุขภาพจิตในที่ทำงานครอบคลุมอะไรบ้าง เหตุใด HR จึงควรให้ความสำคัญ ปัจจัยเชิงโครงสร้างในงานที่เกี่ยวข้อง และแนวทางเริ่มต้นดูแลให้เป็นระบบโดยเชื่อมกับการบริหารผลงานขององค์กรไทย


สุขภาพจิตในที่ทำงานคืออะไร และครอบคลุมแค่ไหน

สุขภาพจิตในที่ทำงาน (workplace mental health) หมายถึงสภาวะทางอารมณ์ ความคิด และความรู้สึกของพนักงานในระหว่างปฏิบัติงาน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับความเครียดในงานประจำวัน ความรู้สึกผูกพันกับงาน ไปจนถึงความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและได้รับการสนับสนุนในบทบาทที่รับผิดชอบ

ประเด็นสำคัญคือสุขภาพจิตในที่ทำงานไม่ได้หมายถึงเฉพาะอาการป่วยทางจิตเวชเท่านั้น พนักงานที่ไม่มีอาการป่วยใด ๆ ก็ยังอาจเผชิญความเครียดสะสม ความเหนื่อยล้า หรือความรู้สึกหมดไฟจากงานได้ การมองเรื่องนี้เป็นสเปกตรัมที่กว้างกว่าจึงช่วยให้องค์กรดูแลได้ครอบคลุมมากกว่าการรอจนเกิดปัญหาชัดเจนแล้วค่อยจัดการ

ในมุมขององค์กร เรื่องนี้แยกได้คร่าว ๆ เป็นสองส่วน ส่วนแรกคือปัจจัยส่วนบุคคลที่อยู่นอกเหนือการควบคุมขององค์กร เช่น เรื่องครอบครัวหรือสุขภาพส่วนตัว และส่วนที่สองคือปัจจัยเชิงโครงสร้างในงานที่องค์กรออกแบบและจัดการได้ เช่น ปริมาณงาน ความชัดเจนของบทบาท และความเป็นธรรมของระบบประเมินผล HR มีบทบาทมากที่สุดกับปัจจัยส่วนที่สอง


ทำไม HR ถึงควรให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตในที่ทำงาน

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญต่องาน HR คือสภาวะจิตใจของพนักงานเชื่อมโยงกับสามสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญอยู่แล้ว ได้แก่ ผลงาน การมาทำงาน และการรักษาคนไว้

ในด้านผลงาน พนักงานที่เครียดสะสมหรือรู้สึกหมดไฟมักมีสมาธิและพลังในการทำงานลดลง ซึ่งสะท้อนออกมาที่คุณภาพงานและความคิดสร้างสรรค์ ในด้านการมาทำงาน ความเครียดเรื้อรังเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องกับการขาดงานบ่อยขึ้น และในด้านการรักษาคน พนักงานที่รู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนมักมีแนวโน้มที่จะพิจารณาโอกาสอื่นมากกว่า

อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบที่องค์กรหลีกเลี่ยงได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในเชิงการดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย หน่วยงานอย่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้ความสำคัญกับสภาพการทำงานที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของลูกจ้าง ซึ่งในทางปฏิบัติครอบคลุมทั้งความปลอดภัยทางกายและสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อจิตใจด้วย

สิ่งที่ควรระวังคือการมองว่าการดูแลสุขภาพจิตเป็นเพียงกิจกรรมพิเศษเป็นครั้งคราว เช่น การจัดอบรมหนึ่งวันแล้วถือว่าเสร็จสิ้น ในทางปฏิบัติ ผลที่ยั่งยืนกว่ามักมาจากการออกแบบวิธีทำงานและระบบบริหารคนให้ลดความเครียดเชิงโครงสร้างลงตั้งแต่ต้น


ปัจจัยในงานอะไรบ้างที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของพนักงาน

ความเครียดในที่ทำงานเป็นเรื่อง multi-causal คือมาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน การชี้ว่าเกิดจากสาเหตุเดียวมักทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายอย่างที่องค์กรออกแบบและปรับได้

ปัจจัยที่หนึ่ง ความชัดเจนของบทบาทและความคาดหวัง เมื่อพนักงานไม่รู้แน่ชัดว่าขอบเขตงานของตนคืออะไร หรือถูกคาดหวังให้ทำงานหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน ความไม่แน่นอนนี้สร้างความเครียดได้ การมีคำบรรยายลักษณะงาน (JD) ที่ชัดเจนช่วยลดความคลุมเครือส่วนนี้

ปัจจัยที่สอง ปริมาณงานและการควบคุมงาน งานที่หนักเกินไปอย่างต่อเนื่อง หรือการที่พนักงานรู้สึกว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจในงานของตนเลย ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับความเหนื่อยล้าสะสม

ปัจจัยที่สาม ความเป็นธรรมและความโปร่งใสของระบบ เมื่อพนักงานไม่เข้าใจว่าการประเมินผลงาน การขึ้นเงินเดือน หรือการเลื่อนตำแหน่งตัดสินด้วยเกณฑ์อะไร ความรู้สึกว่าระบบไม่เป็นธรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนความรู้สึกผูกพันได้

ปัจจัยที่สี่ คุณภาพความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน หัวหน้างานที่สื่อสารชัดเจนและรับฟัง เป็นด่านแรกที่ช่วยรองรับความเครียดของทีมได้ ในทางกลับกัน หัวหน้างานที่ขาดทักษะการให้ฟีดแบ็กอาจเพิ่มความตึงเครียดโดยไม่ตั้งใจ


ระบบบริหารผลงานเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตอย่างไร

จากปัจจัยข้างต้น จะเห็นว่าหลายปัจจัยวนกลับมาที่เรื่องความชัดเจนและความเป็นธรรมของระบบบริหารผลงาน ลองนึกภาพสถานการณ์ที่พนักงานทำงานทั้งปีโดยไม่รู้ว่าตนถูกวัดด้วยเกณฑ์อะไร แล้วได้ผลประเมินที่ไม่คาดคิดในปลายปี ความไม่แน่นอนตลอดทางและความรู้สึกว่าผลขึ้นอยู่กับความรู้สึกของหัวหน้า ล้วนเป็นแหล่งความเครียดที่หลีกเลี่ยงได้

ระบบบริหารผลงานที่ออกแบบดีช่วยลดความเครียดเชิงโครงสร้างส่วนนี้ได้หลายทาง ทางแรกคือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นรอบ ทำให้พนักงานรู้ว่าอะไรคือความสำเร็จ ทางที่สองคือการพูดคุยติดตามผลอย่างสม่ำเสมอระหว่างรอบ แทนที่จะรอประเมินครั้งเดียวตอนปลายปี ซึ่งช่วยให้ปัญหาถูกหยิบมาคุยก่อนสะสม และทางที่สามคือเกณฑ์การประเมินที่อธิบายได้ ทำให้ผลลัพธ์รู้สึกเป็นธรรมมากขึ้น

นี่คือจุดที่ระบบบริหารผลงานอย่าง SPMS เข้ามาช่วย โดยวางโครงให้การตั้งเป้าหมาย การติดตามผล และการประเมินมีเกณฑ์ที่ชัดเจนและโปร่งใส ซึ่งช่วยลดความคลุมเครือที่เป็นแหล่งความเครียดของพนักงานได้ตั้งแต่ต้นทาง ทั้งนี้ระบบประเมินที่ดีไม่ได้แก้ทุกเรื่องของสุขภาพจิต แต่ช่วยจัดการปัจจัยเชิงโครงสร้างที่อยู่ในมือขององค์กรได้

สำหรับการเลือกตัวชี้วัดในระบบบริหารผลงาน บทความ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร อธิบายแนวทางตั้งตัวชี้วัดที่ชัดเจนไว้เพิ่มเติม ซึ่งความชัดเจนของตัวชี้วัดเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความไม่แน่นอนให้พนักงาน


องค์กรไทยเริ่มดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงานอย่างเป็นระบบได้อย่างไร

องค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กที่ยังไม่มีโครงการดูแลสุขภาพจิตเฉพาะ มักกังวลว่าเรื่องนี้ต้องใช้งบประมาณสูง ในทางปฏิบัติสามารถเริ่มจากการปรับปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ไม่ต้องลงทุนมากก่อน แล้วค่อยขยายตามความพร้อม

เริ่มจากการทำความคาดหวังในงานให้ชัดเจน ทบทวนว่าแต่ละตำแหน่งมีขอบเขตงานและเป้าหมายที่ชัดเจนหรือไม่ ความคลุมเครือในงานเป็นแหล่งความเครียดที่แก้ได้ด้วยการจัดการภายในล้วน ๆ

ต่อมาคือการพัฒนาทักษะหัวหน้างานในการรับฟังและให้ฟีดแบ็ก เพราะหัวหน้างานเป็นด่านแรกที่สัมผัสสภาวะของทีมก่อนใคร การฝึกให้หัวหน้างานพูดคุยกับทีมอย่างสม่ำเสมอและรับฟังโดยไม่ด่วนตัดสิน ช่วยให้สัญญาณความเครียดถูกหยิบมาคุยก่อนลุกลาม

จากนั้นจึงเปิดช่องทางให้พนักงานสะท้อนความรู้สึกได้อย่างปลอดภัย เช่น แบบสำรวจความผูกพันของพนักงานเป็นระยะ หรือช่องทางรับความคิดเห็นที่รักษาความเป็นส่วนตัว สิ่งสำคัญคือการนำสิ่งที่ได้ยินไปปรับปรุงจริง ไม่ใช่เก็บไว้เฉย ๆ

เมื่อต้องการวัดผลภาพรวม องค์กรหลายแห่งใช้ดัชนีอย่าง eNPS หรือแบบสำรวจ engagement ร่วมกับการสังเกตตัวชี้วัดทางอ้อม เช่น อัตราการขาดงานและอัตราการลาออก ทั้งนี้การวัดควรทำเพื่อเข้าใจและปรับปรุงในภาพรวม ไม่ใช่เพื่อตัดสินพนักงานรายบุคคล และการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับสภาวะส่วนตัวของพนักงานต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลตามหลัก PDPA ด้วย

สุดท้าย เชื่อมเรื่องนี้เข้ากับระบบบริหารคนที่มีอยู่ แทนที่จะทำเป็นโครงการแยก เมื่อระบบ JD ระบบประเมินผล และวิธีให้ฟีดแบ็กถูกออกแบบให้ลดความเครียดเชิงโครงสร้างตั้งแต่ต้น การดูแลสุขภาพจิตก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีทำงานปกติ ไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่ทำเป็นครั้งคราว


สรุป

สุขภาพจิตในที่ทำงานเป็นเรื่องที่กว้างกว่าอาการป่วย และครอบคลุมสภาวะอารมณ์ ความเครียด และความผูกพันของพนักงานในแต่ละวัน HR มีบทบาทมากที่สุดกับปัจจัยเชิงโครงสร้างในงาน ตั้งแต่ความชัดเจนของบทบาท ปริมาณงาน ความเป็นธรรมของระบบประเมิน ไปจนถึงคุณภาพความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน องค์กรไทยสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งที่ไม่ต้องใช้งบมาก แล้วเชื่อมเข้ากับระบบบริหารคนที่มีอยู่ให้กลายเป็นวิธีทำงานปกติ

หากต้องการวางระบบบริหารผลงานที่โปร่งใสและช่วยลดความคลุมเครือซึ่งเป็นแหล่งความเครียดของพนักงาน ทีมที่ปรึกษา Triple I พร้อมให้คำแนะนำเรื่อง SPMS นัดคุยฟรีได้ที่นี่

คำถามที่พบบ่อย

สุขภาพจิตในที่ทำงานคืออะไร

สุขภาพจิตในที่ทำงานหมายถึงสภาวะทางอารมณ์ ความคิด และความรู้สึกของพนักงานในระหว่างทำงาน ที่ส่งผลต่อความสามารถในการรับมือกับความกดดัน การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสร้างผลงาน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับความเครียดในงานประจำวัน ไปจนถึงความรู้สึกผูกพันและมีคุณค่าในบทบาทของตน ไม่ได้หมายถึงเฉพาะอาการป่วยทางจิตเวชเท่านั้น

ทำไม HR ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงาน

เพราะสภาวะจิตใจของพนักงานเชื่อมโยงกับผลงาน การมาทำงาน และการรักษาคนไว้ในองค์กร พนักงานที่เครียดสะสมหรือรู้สึกไม่ได้รับการสนับสนุนมักมีแนวโน้มที่ผลงานลดลงและพิจารณาลาออกมากกว่า การดูแลสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสวัสดิการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารผลงานและการรักษาบุคลากร

สุขภาพจิตในที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบประเมินผลอย่างไร

ระบบประเมินผลที่ไม่ชัดเจนหรือไม่เป็นธรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจเพิ่มความเครียดให้พนักงาน เมื่อพนักงานไม่รู้ว่าถูกวัดด้วยเกณฑ์อะไรหรือรู้สึกว่าการประเมินขึ้นอยู่กับความรู้สึกของหัวหน้า ความไม่แน่นอนนี้สร้างความกังวลได้ ระบบบริหารผลงานที่โปร่งใสและมีการพูดคุยอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยลดความตึงเครียดส่วนนี้ลงได้

องค์กรขนาดเล็กที่ยังไม่มีงบดูแลสุขภาพจิตเริ่มต้นอย่างไรได้บ้าง

องค์กรขนาดเล็กสามารถเริ่มจากสิ่งที่ไม่ต้องใช้งบมาก เช่น การกำหนดขอบเขตงานและความคาดหวังให้ชัดเจน การฝึกหัวหน้างานให้รับฟังและพูดคุยกับทีมอย่างสม่ำเสมอ และการเปิดช่องทางให้พนักงานสะท้อนความรู้สึกได้อย่างปลอดภัย แนวทางเหล่านี้ช่วยลดความเครียดเชิงโครงสร้างได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง

การวัดสุขภาพจิตในที่ทำงานทำได้อย่างไร

องค์กรหลายแห่งใช้แบบสำรวจความผูกพันของพนักงาน (engagement survey) หรือดัชนีอย่าง eNPS เพื่อจับสัญญาณภาพรวมอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการสังเกตตัวชี้วัดทางอ้อม เช่น อัตราการขาดงานและอัตราการลาออก ทั้งนี้การวัดควรทำเพื่อเข้าใจและปรับปรุง ไม่ใช่เพื่อตัดสินพนักงานรายบุคคล และต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลตามหลัก PDPA


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี