ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

เลือกระบบ HRIS ให้เหมาะกับองค์กร: คู่มือฉบับ HR

การเลือกระบบ HRIS ให้เหมาะกับองค์กรต้องเริ่มจากการประเมินความต้องการและปัญหาจริงของกระบวนการ HR ก่อน ไม่ใช่เริ่มจากการเปรียบเทียบฟีเจอร์ของแต่ละระบบ เมื่อรู้ว่าต้องการแก้ปัญหาอะไร จึงค่อยกำหนดงบประมาณ เปรียบเทียบผู้ให้บริการ ทดสอบกับสถานการณ์จริง แล้วจึงวางแผนนำไปใช้อย่างเป็นขั้นตอน

บทความนี้จะพาไปดูแนวทางการเลือกระบบ HRIS ตั้งแต่การประเมินความต้องการ การกำหนดเกณฑ์เปรียบเทียบ ประเด็นด้าน PDPA ที่ต้องระวัง ไปจนถึงขั้นตอนการนำระบบไปใช้จริงในบริบทขององค์กร SME ไทย

ระบบ HRIS คืออะไร และทำไมการเลือกให้เหมาะถึงสำคัญ

HRIS (Human Resource Information System) คือระบบสารสนเทศที่รวมข้อมูลและกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคลไว้ในที่เดียว ครอบคลุมตั้งแต่ฐานข้อมูลพนักงาน การบริหารการลา การคำนวณเงินเดือน การประเมินผลงาน ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร โดยมุ่งให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันแทนที่จะกระจัดกระจายอยู่ในหลายไฟล์หรือหลายโปรแกรม

การเลือกระบบที่ไม่เหมาะกับองค์กรอาจสร้างปัญหามากกว่าการไม่มีระบบเลย หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือการเลือกระบบจากจำนวนฟีเจอร์เป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาว่าฟีเจอร์เหล่านั้นตรงกับปัญหาจริงหรือไม่ ทำให้องค์กรจ่ายค่าระบบที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น หรือพนักงานไม่ยอมใช้งานเพราะใช้ยาก

เมื่อเลือกได้เหมาะสม ระบบ HRIS ช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์หลายด้าน ได้แก่

  • ลดงานเอกสารและงานคำนวณซ้ำซ้อนที่ใช้เวลามาก
  • รวมข้อมูลพนักงานไว้ในที่เดียว ลดความผิดพลาดจากข้อมูลซ้ำหรือไม่ตรงกัน
  • ดึงรายงานเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้าน HR ได้รวดเร็ว
  • เพิ่มความโปร่งใส เช่น พนักงานตรวจสอบวันลาหรือสลิปเงินเดือนได้เอง

ก่อนเลือก HRIS ควรประเมินความต้องการอย่างไร

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการเข้าใจปัญหาจริงขององค์กรก่อนมองหาระบบ การข้ามขั้นตอนนี้มักทำให้เลือกระบบที่ดูดีบนกระดาษแต่ไม่ตอบโจทย์เมื่อใช้งานจริง

สิ่งที่ควรทำในขั้นประเมินความต้องการ ได้แก่

  • สำรวจกระบวนการปัจจุบัน ว่ากระบวนการ HR ขั้นตอนใดใช้เวลามาก เกิดข้อผิดพลาดบ่อย หรือสร้างความไม่พอใจให้พนักงาน
  • แยกความต้องการเป็นสองกลุ่ม คือสิ่งที่ “จำเป็นต้องมี” (Must-have) กับสิ่งที่ “อยากมี” (Nice-to-have) เพื่อไม่ให้ฟีเจอร์เสริมมาบดบังความต้องการหลัก
  • ดึงผู้ใช้งานจริงมาร่วม ทั้ง HR หัวหน้างาน และพนักงานทั่วไป เพราะแต่ละกลุ่มใช้ระบบต่างมุมกัน การฟังเสียงผู้ใช้ตั้งแต่ต้นช่วยลดการต่อต้านเมื่อนำระบบไปใช้

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าองค์กรหนึ่งพบว่าปัญหาหลักคือการติดตามวันลาที่กระจายอยู่ในหลายไฟล์ Excel การเริ่มจากโมดูลบริหารการลาก่อนย่อมตอบโจทย์กว่าการลงทุนระบบครบวงจรที่มีฟีเจอร์ที่ยังไม่ได้ใช้

ขั้นตอนการเลือกระบบ HRIS มีอะไรบ้าง

กระบวนการเลือกระบบ HRIS อย่างมีระบบประกอบด้วยห้าขั้นตอนหลัก ดังนี้

ขั้นที่ 1 — ประเมินความต้องการและปัญหาที่ต้องการแก้

ทบทวนกระบวนการ HR ปัจจุบันอย่างละเอียด ระบุว่าจุดใดเป็นปัญหาที่สุด แล้วจัดทำรายการความต้องการที่แยกระหว่างสิ่งจำเป็นกับสิ่งเสริม ขั้นนี้คือรากฐานของการตัดสินใจทั้งหมด หากประเมินความต้องการไม่ชัด เกณฑ์เปรียบเทียบในขั้นถัดไปจะคลุมเครือตามไปด้วย

ขั้นที่ 2 — กำหนดงบประมาณและขอบเขตการใช้งาน

ต้นทุนของระบบ HRIS ไม่ได้มีแค่ค่าซื้อหรือค่าสมัครใช้งาน แต่ยังรวมถึงค่าติดตั้ง ค่าย้ายข้อมูล ค่าฝึกอบรม และค่าดูแลในระยะยาว ควรประเมินต้นทุนรวมตลอดการใช้งาน (Total Cost of Ownership) ไม่ใช่แค่ราคาเริ่มต้น

ในเชิงขอบเขต องค์กรส่วนใหญ่ได้ผลดีกว่าเมื่อเริ่มจากโมดูลที่แก้ปัญหาเร่งด่วนก่อน แล้วค่อยขยาย การเริ่มจากระบบครบวงจรทันทีเพิ่มทั้งต้นทุนและความเสี่ยงในการนำไปใช้

ขั้นที่ 3 — เปรียบเทียบผู้ให้บริการและฟีเจอร์

จัดทำตารางเปรียบเทียบผู้ให้บริการตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เกณฑ์ที่ควรพิจารณาสำหรับองค์กรไทย ได้แก่

เกณฑ์สิ่งที่ควรตรวจสอบ
ฟีเจอร์หลักตรงกับความต้องการ Must-have หรือไม่
รองรับบริบทไทยภาษาไทย กฎหมายแรงงาน ประกันสังคม ภาษี
ความสอดคล้อง PDPAสิทธิ์การเข้าถึง การเข้ารหัส บันทึกการเข้าถึง
การเชื่อมต่อระบบเชื่อมกับโปรแกรมบัญชีหรือระบบอื่นได้หรือไม่
การรองรับการเติบโตขยายโมดูลและจำนวนผู้ใช้ได้หรือไม่
บริการหลังการขายการสนับสนุน การอบรม ความรวดเร็วในการแก้ปัญหา

นอกจากดูเอกสารแล้ว ควรขอทดลองใช้ระบบจริงและสอบถามองค์กรอื่นที่ใช้งานอยู่ เพราะประสบการณ์ใช้งานจริงบอกได้มากกว่ารายการฟีเจอร์บนใบเสนอราคา

ขั้นที่ 4 — ทดสอบระบบกับสถานการณ์จริงขององค์กร

ก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย ควรขอช่วงทดลองใช้และนำข้อมูลตัวอย่างขององค์กรเข้าทดสอบ ลองทำงานตามสถานการณ์ที่เกิดจริง เช่น การคำนวณเงินเดือนรอบหนึ่ง การอนุมัติการลาแบบหลายขั้น หรือการดึงรายงานที่ฝ่ายบริหารต้องใช้ การทดสอบกับเงื่อนไขเฉพาะขององค์กรช่วยเปิดเผยข้อจำกัดที่ไม่ปรากฏในการสาธิตทั่วไป

ขั้นที่ 5 — วางแผนนำระบบไปใช้และฝึกอบรมผู้ใช้

เมื่อเลือกระบบได้แล้ว ความสำเร็จขึ้นกับการนำไปใช้พอ ๆ กับตัวระบบเอง ควรจัดทำแผนการย้ายข้อมูล ตรวจสอบความสะอาดของข้อมูลเดิมก่อนนำเข้า กำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจน และวางตารางฝึกอบรมสำหรับผู้ใช้แต่ละกลุ่ม การทยอยเปิดใช้ทีละโมดูลพร้อมติดตามปัญหาช่วยจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่าการเปลี่ยนทั้งหมดในครั้งเดียว

เรื่อง PDPA และความปลอดภัยข้อมูลต้องระวังอะไร

ระบบ HRIS เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานจำนวนมาก ทั้งข้อมูลเงินเดือน ข้อมูลสุขภาพ และเอกสารส่วนตัว จึงต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ประเด็นด้านความปลอดภัยข้อมูลที่ควรตรวจสอบก่อนเลือกระบบ ได้แก่

  • การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงตามบทบาท เพื่อให้แต่ละคนเห็นเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อหน้าที่
  • การเข้ารหัสข้อมูล ทั้งระหว่างส่งและขณะจัดเก็บ
  • การบันทึกประวัติการเข้าถึง เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูลใด
  • นโยบายการจัดเก็บข้อมูลของผู้ให้บริการ โดยเฉพาะระบบคลาวด์ ควรทราบว่าข้อมูลถูกเก็บที่ใดและใครเข้าถึงได้

การเลือกผู้ให้บริการที่เข้าใจข้อกำหนด PDPA และให้ข้อมูลเรื่องการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลได้ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านกฎหมายขององค์กร

ระบบ Cloud กับ On-premise ต่างกันอย่างไร

การเลือกรูปแบบการติดตั้งเป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจสำคัญ สองรูปแบบหลักมีจุดแข็งต่างกัน

ระบบ Cloud (SaaS) ผู้ให้บริการดูแลโครงสร้างพื้นฐานและการอัปเดตให้ องค์กรเข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ต จุดแข็งคือต้นทุนเริ่มต้นต่ำ ติดตั้งเร็ว และไม่ต้องมีทีมไอทีขนาดใหญ่ เหมาะกับองค์กร SME ที่ต้องการเริ่มเร็ว ข้อพิจารณาคือการพึ่งพาผู้ให้บริการและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ระบบ On-premise องค์กรติดตั้งและดูแลระบบบนเซิร์ฟเวอร์ของตนเอง จุดแข็งคือการควบคุมข้อมูลและการปรับแต่งที่มากกว่า แต่ต้องการการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์และทีมดูแลที่พร้อม เหมาะกับองค์กรที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยเฉพาะหรือมีทีมไอทีของตนเอง

ไม่มีคำตอบที่ถูกสำหรับทุกองค์กร การเลือกขึ้นกับงบประมาณ ความพร้อมด้านบุคลากร และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย องค์กร SME ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักเริ่มจากระบบ Cloud เพราะลดภาระการดูแลในระยะแรก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกและนำ HRIS ไปใช้

เลือกจากจำนวนฟีเจอร์แทนที่จะดูปัญหาจริง หนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่าคือการเลือกระบบที่ฟีเจอร์เยอะที่สุดโดยไม่ได้ประเมินว่าองค์กรจะได้ใช้จริงแค่ไหน ควรกลับไปที่รายการ Must-have เป็นตัวตั้ง

ละเลยการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ การตัดสินใจโดยฝ่าย HR หรือฝ่ายบริหารเพียงกลุ่มเดียว โดยไม่ฟังเสียงผู้ใช้งานจริง มักทำให้เกิดการต่อต้านเมื่อนำระบบไปใช้

ประเมินต้นทุนแค่ราคาเริ่มต้น ค่าย้ายข้อมูล ค่าฝึกอบรม และค่าดูแลระยะยาวอาจสูงกว่าค่าระบบเริ่มต้น การมองข้ามต้นทุนเหล่านี้ทำให้งบบานปลายภายหลัง

ย้ายข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบความสะอาดก่อน หากนำข้อมูลที่ผิดพลาดหรือซ้ำซ้อนเข้าระบบใหม่ ปัญหาเดิมจะตามไปด้วย ควรทำความสะอาดข้อมูลก่อนนำเข้าเสมอ

HRIS เชื่อมกับระบบบริหารผลงานและงาน HR อื่นอย่างไร

ระบบ HRIS ที่ดีไม่ได้ทำงานแยกส่วน แต่เชื่อมโยงกระบวนการ HR หลายด้านเข้าด้วยกัน

การบริหารผลงาน (SPMS) ระบบบริหารผลงานที่เชื่อมกับ HRIS ช่วยให้ข้อมูลการตั้งเป้าหมาย การติดตาม และการประเมินผลอยู่ในที่เดียวกับข้อมูลพนักงาน ลดการกรอกข้อมูลซ้ำและทำให้รอบการประเมินราบรื่นขึ้น หากองค์กรกำลังออกแบบระบบประเมินผล ควรพิจารณาว่าจะให้ KPI และผลการประเมินไหลเข้าสู่ระบบกลางได้อย่างไร อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งตัวชี้วัดได้ที่บทความ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร

โครงสร้างเงินเดือนและค่าตอบแทน เมื่อ HRIS เก็บข้อมูลกระบอกเงินเดือนและตำแหน่งงานไว้ครบ การคำนวณค่าตอบแทนและการตรวจสอบความสอดคล้องกับโครงสร้างก็ทำได้ง่ายขึ้น สำหรับองค์กรที่ยังไม่มีโครงสร้างเงินเดือนชัดเจน การวางโครงสร้างก่อนนำเข้าระบบช่วยให้ข้อมูลมีระเบียบ อ่านพื้นฐานได้ที่บทความ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร

การพัฒนาบุคลากรและ JD ข้อมูลตำแหน่งงานและสมรรถนะที่ระบุไว้ใน JD เมื่อจัดเก็บใน HRIS ช่วยให้การวางแผนพัฒนาและการประเมินช่องว่างทักษะมีฐานข้อมูลรองรับ

แนวทางปรับใช้สำหรับองค์กร SME ไทย

สำหรับองค์กรขนาดกลางและเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด การเลือกและนำ HRIS ไปใช้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบที่ใหญ่ที่สุด แนวทางที่ทำได้จริง ได้แก่

เริ่มจากปัญหาเดียวที่ชัดเจน เลือกแก้กระบวนการที่สร้างภาระมากที่สุดก่อน เช่น การลาหรือการคำนวณเงินเดือน แล้วค่อยขยายเมื่อเห็นผล

เลือกระบบที่เติบโตไปกับองค์กรได้ ระบบที่ขยายโมดูลและจำนวนผู้ใช้ได้ ช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมดเมื่อองค์กรโต

ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและการสื่อสาร ระบบที่ดีแค่ไหนก็ไม่เกิดประโยชน์หากพนักงานไม่ใช้ การลงทุนเวลากับการอบรมและอธิบายประโยชน์ให้พนักงานเข้าใจจึงสำคัญไม่แพ้ตัวระบบ

สรุป

การเลือกระบบ HRIS ให้เหมาะกับองค์กรเริ่มจากการประเมินความต้องการและปัญหาจริงก่อน จากนั้นกำหนดงบประมาณและขอบเขต เปรียบเทียบผู้ให้บริการตามเกณฑ์ที่ชัดเจนรวมถึงความสอดคล้องกับ PDPA ทดสอบกับสถานการณ์จริง แล้วจึงวางแผนนำไปใช้และฝึกอบรมผู้ใช้อย่างเป็นขั้นตอน หัวใจสำคัญคือเลือกจากปัญหาที่ต้องการแก้ ไม่ใช่จากจำนวนฟีเจอร์

องค์กร SME ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบครบวงจร แต่ควรเริ่มจากจุดที่แก้ปัญหาได้จริงและเลือกระบบที่เติบโตไปกับองค์กรได้ หากต้องการวางระบบบริหารผลงานให้พร้อมเชื่อมกับ HRIS ในอนาคต Triple I ช่วยออกแบบได้ตั้งแต่ต้น

ต้องการคำแนะนำในการวางระบบบริหารผลงานให้เชื่อมกับข้อมูล HR อย่างเป็นระบบ นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษา Triple I เพื่อหารือแนวทางที่เหมาะกับองค์กรของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

HRIS คืออะไร และต่างจากโปรแกรมเงินเดือนทั่วไปอย่างไร

HRIS (Human Resource Information System) คือระบบสารสนเทศที่รวมข้อมูลและกระบวนการด้านบุคลากรไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ฐานข้อมูลพนักงาน การลา การประเมินผล ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร ขณะที่โปรแกรมเงินเดือนทั่วไปมักทำหน้าที่คำนวณค่าจ้างและภาษีเป็นหลัก HRIS จึงครอบคลุมกว้างกว่าและเชื่อมโยงข้อมูลข้ามกระบวนการได้ดีกว่า แต่ก็อาจซับซ้อนและมีต้นทุนสูงกว่าตามขอบเขตที่เลือกใช้

องค์กรขนาด SME จำเป็นต้องใช้ HRIS หรือไม่

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบที่ครบทุกโมดูลตั้งแต่แรก องค์กร SME สามารถเริ่มจากโมดูลที่แก้ปัญหาเร่งด่วนที่สุดก่อน เช่น ฐานข้อมูลพนักงานหรือการลา แล้วค่อยขยายเมื่อพร้อม สิ่งสำคัญคือการเลือกระบบที่รองรับการเติบโตในอนาคต ไม่ใช่จ่ายค่าฟีเจอร์ที่ยังไม่ได้ใช้ การประเมินความต้องการจริงก่อนตัดสินใจจึงสำคัญกว่าการเลือกระบบที่ฟีเจอร์เยอะที่สุด

ควรพิจารณาเรื่อง PDPA อย่างไรเมื่อเลือก HRIS

ระบบ HRIS เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานจำนวนมาก จึงต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ควรตรวจสอบว่าระบบมีการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงตามบทบาท การเข้ารหัสข้อมูล การบันทึกประวัติการเข้าถึง และผู้ให้บริการมีนโยบายจัดเก็บข้อมูลที่ชัดเจน หากเป็นระบบคลาวด์ ควรทราบว่าข้อมูลถูกจัดเก็บที่ใดและใครเข้าถึงได้บ้าง

ระบบ HRIS แบบ Cloud กับ On-premise ควรเลือกแบบไหน

ระบบ Cloud มักมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า ติดตั้งเร็ว และผู้ให้บริการดูแลการอัปเดตให้ เหมาะกับองค์กรที่ต้องการเริ่มเร็วและมีทีมไอทีจำกัด ส่วน On-premise ให้การควบคุมข้อมูลและการปรับแต่งที่มากกว่า แต่ต้องการการลงทุนและทีมดูแลที่พร้อม การเลือกขึ้นกับงบประมาณ ความพร้อมด้านบุคลากร และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยขององค์กร

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะนำระบบ HRIS ไปใช้ได้จริง

ระยะเวลาขึ้นกับขอบเขตและจำนวนโมดูลที่เลือกใช้ ระบบที่เริ่มจากโมดูลพื้นฐานอาจใช้เวลาไม่นาน ขณะที่ระบบที่ครอบคลุมหลายกระบวนการและต้องย้ายข้อมูลจำนวนมากจะใช้เวลามากกว่า ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความสำเร็จได้แก่ ความสะอาดของข้อมูลเดิม การฝึกอบรมผู้ใช้ และการสื่อสารกับพนักงาน องค์กรที่ทยอยนำระบบไปใช้ทีละโมดูลมักจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่าการเปลี่ยนทั้งหมดพร้อมกัน


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี